Skip to content

หุ้นไทยวันนี้ แกว่งในกรอบ 1,250-1,265 จุด สัปดาห์นี้ติดตามตัวเลขแรงงาน-เงินเฟ้อสหรัฐ

01 ธ.ค. 2568 | 10:08น.
หุ้นไทยวันนี้ แกว่งในกรอบ 1,250-1,265 จุด สัปดาห์นี้ติดตามตัวเลขแรงงาน-เงินเฟ้อสหรัฐ

บล.พายคาด SET วันนี้ (1 ธ.ค.) เคลื่อนไหวในกรอบ 1,250-1,265 จุด รับแรงหนุนความคาดหวังเฟดลดดอกเบี้ย หลัง CME FED Watch ให้น้ำหนัก 86% ส่วนค่าเงินบาทแม้ยังแข็งตามดอลลาร์อ่อน แต่กระแสเงินทุนต่างชาติยังไม่เสถียร เหตุพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแรง สัปดาห์นี้รอติดตามแรงงานสหรัฐและเงินเฟ้อ (PCE)

บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi เปิดเผยว่า วันนี้ (1 ธ.ค.) เคลื่อนไหวในกรอบ 1,250-1,265 จุด หุ้นสหรัฐยังปิดบวกในวันศุกร์แม้จะเปิดทำการเพียงแค่ครึ่งวันทำการ ส่วนสัปดาห์นี้รอติดตามแรงงานสหรัฐและเงินเฟ้อ (PCE) เพื่อหาสัญญาณดอกเบี้ย CME FED Watch ให้น้ำหนักสูงที่จะลดดอกเบี้ย ยังเน้นที่ Theme ดอกเบี้ยลงและท่องเที่ยว

วันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐไม่มีการประกาศตัวเลขที่สำคัญ เพราะตลาดหุ้นสหรัฐเปิดทำการเพียงครึ่งวันจากเทศกาล Thanks Giving แต่อย่างไรก็ตาม หากดูการเคลื่อนไหวของ Bond Yield จะพบว่ายังคงปรับลงต่อเนื่องแม้ระยะสั้นจะเห็นการปรับขึ้น (Technology ยังคงปรับขึ้นเด่น Amazon +1.8% Msft +1.3%) ระยะสั้นดีกับหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA โดยตลาดหุ้นภาพรวมยังได้ปัจจัยหนุนจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ข้อมูลจาก CME FED Watch ล่าสุดให้น้ำหนักราว 86% ที่ FED จะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค.

สำหรับปัจจัยในประเทศวันศุกร์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานภาวะเศรษฐกิจประจำเดือน ต.ค. พบว่าดีขึ้นจากเดือนก่อนจากเครื่องชี้อุปสงค์และอุปทานที่ดีขึ้น ฝั่งอุปสงค์ดีขึ้นจากการส่งออกจากสินค้า Technology รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับดีขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวและการบริโภคปรับเพิ่มขึ้น มองเป็นสัญญาณเชิงบวกกับหุ้นในกลุ่มส่งออก (DELTA) บริโภค (CPALL COM7 HMPRO) โรงแรม (CENTEL MINT)

โดยที่รายงานขาดดุลการค้าราว 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท แต่อย่างไรก็ตาม ด้วย Dollar Index ที่อ่อนค่า จึงทำให้เงินบาทยังคงแข็งค่า แต่ถึงอย่างนั้นแล้วกระแสเงินทุนต่างชาติต่อตลาดหุ้นยังค่อนข้างผันผวน เป็นการสลับซื้อและสลับขาย อาจเป็นเพราะพื้นฐานไทยที่ไม่แข็งแกร่งทั้งในเชิงเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน

คืนนี้รอติดตามดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคผลิตจากสถาบัน ISM Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 49

ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนเน้นเลือกเป็นรายตัวในหุ้นที่มีปัจจัยหนุน อาทิ ธนาคารพาณิชย์ (SCB) ค้าปลีก (CPALL HMPRO) ท่องเที่ยว (CENTEL MINT) ศูนย์การค้า (CPN) กลุ่มได้ประโยชน์ดอกเบี้ยปรับลง (AP MTC TIDLOR)

TIDLOR (ซื้อ/ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท)

ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2568 แข็งแกร่ง กำไรสุทธิสูงกว่าคาดที่ 1.4 พันล้านบาท (+42% YOY, +9% QOQ) และ NPL Ratio ลดลงที่ 1.7% ผลการดำเนินงานที่ดีกว่าคาดในไตรมาส 3/2568 ทำให้มองว่ากำไรสุทธิในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าคาดที่ 19% เป็นการเติบโตที่คาดว่าโดดเด่นที่สุดบริษัทหนึ่งในกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ ทั้งนี้ คาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 4/2568 จะขยายตัวต่อเนื่อง YOY

CPALL (ซื้อ/ราคาเป้าหมาย 68.00 บาท)

รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2568 ที่ 6.6 พันล้านบาท (+18% YOY) และมีกำไรปกติ 6.5 พันล้านบาท (+4% YOY, -8% QOQ) ใกล้เคียงกับที่เราและ BB Consensus คาดกำไรโต YOY หนุนจากการขยายสาขาและอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น 10 bps YOY แม้ว่าการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของ 7-11 จะลดลง 0.5% YOY