เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ผู้ว่าการ ธปท.มองเศรษฐกิจไทยโตต่ำ New Normal ไม่เกิน 2% ชี้ดอกเบี้ยยังจำเป็นมีรูมให้ลด

01 ธ.ค. 2568 | 15:07น.
นายวิทัย รัตนากร

นายวิทัย รัตนากร

“วิทัย” ผูัว่าการ ธปท. มองเศรษฐกิจไทยไม่เหมือนเดิม อยู่ในสถานะ New Normal โตไม่เกิน 2% เผยใช้นโยบายดอกเบี้ยมีผลจำกัด แต่ยังจำเป็น มีช่องว่างลดดอกเบี้ยได้อีก พยุงดีมานด์-ช่วยลดภาระจ่ายหนี้ พร้อมเร่งออกมาตรการเฉพาะจุดควบคู่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานปาฐกถาพิเศษ คู่หูเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน “Fiscal-Monetary Synergy in Sight” ว่า หากดูสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ เราอยู่ในจุดที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงมาก โดยเศรษฐกิจไม่เหมือนเดิม ซึ่งก่อนการระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจเติบโต 4% แต่ปีนี้ขยายตัว 2.1% และคาดว่าปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.6% สะท้อนว่าเราอยู่ในสถานะไม่เหมือนเดิม หากไม่ทำอะไรเลย จากเดิมที่เคยขยายตัว 3-5% จะเหลือการเติบโตแบบ New Normal เพียง 2% และไม่กระจายตัว ไม่ทั่วถึง

ทั้งนี้ หากดูการเติบโตจะเห็นว่าธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงไปได้ดี การเข้าถึงสินเชื่อได้ดี ธนาคารพาณิชย์มีการเติบโตแข็งแกร่ง กำไรสูง แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีปัญหาค่อนข้างมาก โดยสินเชื่อติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส หรือ 36 เดือน หรือ 3 ปี ซึ่งหากไม่แก้ไขปัญหาจริงจัง ไทยจะมีปัญหามากขึ้น เช่นเดียวกับรายย่อยรายได้ลดลงจาก 3-4% เหลือ 2% และครัวเรือนมีรายได้น้อยกว่ารายจ่ายต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้ต้องมีการกู้มาใช้มากขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่เติบโตลงมาเหลือ 2%

“เราอยู่ท่ามกลางปัญหามากมาย ทั้งปัญหาระยะยาว ความสามารถในการแข่งขัน การกระจายรายได้ ปัญหาการเมืองไม่นิ่ง ทำให้เกิดปัญหามากมาย จึงอยากเห็นคนที่อยู่ในจุดที่อยู่ในตำแหน่งที่สามารถทำได้ช่วยกันแก้ ไม่ได้ช่วยกันวิเคราะห์ เราต้องการคนที่ช่วยลงมือทำ ลงมือแก้มากกว่าคนวิเคราะห์”

สำหรับนโยบายการเงินมีผลต่อภาพรวม ซึ่งการที่ดอกเบี้ยขึ้นลงจะมีผลวงกว้าง ไม่ได้แก้ปัญหาเป็นจุด ๆ ทำให้การลดดอกเบี้ยมีผลต่อการแก้ปัญหาในวงกว้าง ซึ่งภายหลังการลดดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 4 ครั้ง มีผลต่อเศรษฐกิจแค่ 0.1-0.2% ดังนั้น หากเราใช้ดอกเบี้ยอย่างเดียวมีผลต่อเศรษฐกิจน้อยมาก และหากถามว่าลดดอกเบี้ยกระตุ้น Demand ได้หรือไม่ ตอบว่า “ได้” แต่มีผลจำกัด ซึ่งการลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สามารถประคองเงินเฟ้อได้ 0.1% น้อยมาก

“ถามว่าดอกเบี้ยนโยบายมีความจำเป็น เพราะช่วยคนจ่ายหนี้ มีสภาพคล่อง และช่วยธุรกิจได้ ซึ่งเรามีรูมที่จะลดดอกเบี้ยได้ แต่ต้องดูข้อมูล (Data) ก่อนจะออกมาอย่างไร ก่อนจะถึงในรอบการประชุมครั้งถัดไปในเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งขึ้นกับคณะกรรมการจะตัดสินใจอย่างไร ผมก็เป็น 1 ในคณะกรรมการใน 7 ท่าน”

ดังนั้น จากเดิม ธปท.ดูแลเสถียรภาพการเงินระยะยาว เปลี่ยนมาเป็นดูแลเศรษฐกิจมหภาคมากขึ้น เข้ามาแก้เศรษฐกิจเชิงโครงสร้างและมหภาคด้วย ไม่ใช่เข้ามาวิเคราะห์อย่างเดียว โดยจะต้องทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ซึ่งแม้ว่าเงินเฟ้อจะดี แต่ประชาชนมีปัญหา เราจึงต้องช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยการออกมาตรการเฉพาะเป็นจุด ๆ เพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ

เช่น มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน ซึ่งสัดส่วนหนี้ครัวเรือน 87% ก็จริง แต่ประมาณ 60% ของหนี้เป็นหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งมีประมาณ 4.7 ล้านคน หรือ 4.7 ล้านบัญชี โดยจะมีการโอนหนี้ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ซึ่ง ธปท.ถือหุ้น 100% เพื่อเป็น Social AMC ไม่ต้องตั้งขึ้นใหม่

ทั้งนี้ เฟสแรกจะโอนหนี้ 1.6 ล้านบัญชี โดยจะลดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ทั้งหมด ซึ่งโดยเฉลี่ยมีหนี้ 2.7 หมื่นบาทต่อราย ผ่อนเดือนละ 300-400 บาท และสามารถกลับมากู้เงินได้ จากเดิมที่ติดเครดิตบูโร 8 ปี แม้จะมีมาตรการนี้ออกมา แต่เรายังคงไม่จบ ต้องออกมาตรการต่อ ซึ่งต้นปี 2569 จะดำเนินการในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) อีกราว 1 ล้านบัญชี

นอกจากนี้ จะมีมาตรการที่จะสร้างกลไกค้ำประกันเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งสินเชื่อติดลบมาแล้ว 13 ไตรมาส คาดว่ากลไกนี้จะช่วยปล่อยสินเชื่อได้ 1-1.2 แสนล้านบาท โดยมุ่งเป้าในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อาหาร Wellness และ Smart Electronics เป็นต้น ซึ่งน่าจะช่วยให้สินเชื่อเป็นบวกได้ และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ รวมถึงการแก้เรื่องคนที่ไม่มีเครดิต และเข้าไม่ถึงสินเชื่อ

“เราจะออกมาตรการควบคู่กับนโยบายการเงินควบคู่กันไป วันนี้เราเสริมมาตรการเป็นจุด ๆ และออกมาตรการซ้ำ ๆ เพื่อแก้ปัญหา โดยเราใกล้ชิดปัญหาและประชาชนมากขึ้น ซึ่งเป็น Core Value ของ ธปท.มา 20 ปี คือ ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน โดยเราจะไม่มีคำว่า ‘หอคอยงาช้าง’ อีกแล้ว โดยเราจะทำงานร่วมกับคลัง และสนับสนุนเต็มที่”