เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ตลาดยาดม 5 พันล้านแข่งเดือด “โป๊ยเซียน” รีเฟรชแบรนด์ลุย 100 ปี

18 มิ.ย. 2569 | 16:20น.
Poysian

Poysian

ตลาดยาดมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ผู้เล่นพุ่งเกิน 40 แบรนด์ “โป๊ยเซียน” ย้ำผู้นำตลาดหลังทำยอดขายนิวไฮ 1,139 ล้านบาท เดินหน้าปรับองค์กร ลงทุนเพิ่มกำลังผลิต รีเฟรชแบรนด์จับคนรุ่นใหม่ พร้อมปักหมุดสู่ 100 ปีแห่งความยั่งยืน

ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ กรรมการและที่ปรึกษา บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยาดมตรา “โป๊ยเซียน” กล่าวว่า ตลาดยาดมไทยกำลังเข้าสู่รอบการแข่งขันใหม่ หลังมูลค่าตลาดขยายตัวสู่ระดับมากกว่า 5,000 ล้านบาท ขณะที่จำนวนผู้เล่นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากประมาณ 10 แบรนด์ก่อนเกิดโควิด-19 เป็นมากกว่า 40 แบรนด์ในปัจจุบัน สะท้อนว่าผู้บริโภคเปิดรับการใช้ยาดมมากขึ้น และบทบาทของสินค้าได้เปลี่ยนจากผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพไปสู่การเป็น “ไลฟ์สไตล์โปรดักต์” ของคนไทย

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือฐานผู้บริโภคที่มีอายุน้อยลง โดยเริ่มพบผู้ใช้งานตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนปลาย หรืออายุราว 10 ปีขึ้นไป สะท้อนว่าตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้ใหญ่เหมือนในอดีต แต่กำลังขยายสู่คนรุ่นใหม่มากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่จำนวนมาก

ยอดขายทะลุพันล้าน 

นอกจากนี้ในสมรภูมิที่มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง “ยาดมตราโป๊ยเซียน” ยังคงรักษาสถานะผู้นำตลาดได้ทั้งด้านยอดขายและกำไร โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างผลกำไรมากกว่า 500 ล้านบาทต่อปีอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2567 ถือเป็นปีที่บริษัททำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา ด้วยยอดขาย 1,139 ล้านบาท และกำไร 539 ล้านบาท แม้จะเป็นช่วงที่การแข่งขันในตลาดยาดมรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการเกิดขึ้นของคู่แข่งหน้าใหม่จำนวนมากก็ตาม

การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์มาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าการเติบโตทางธุรกิจเป็นเพียง 1 ใน 3 เป้าหมายสำคัญขององค์กร โดยอีก 2 มิติที่ให้ความสำคัญควบคู่กันคือการสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ และการสร้างคุณค่าให้กับสังคม

สำหรับปี 2568 บริษัทประเมินว่ายอดขายยังอยู่ในภาวะทรงตัว โดยได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง แม้ยอดขายในช่วง 5 เดือนแรกของปีจะไม่ได้ปรับลดลง แต่ยังไม่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เป้าหมายระยะยาวยังคงมุ่งเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่บริษัทมองว่าสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปรับองค์กรครั้งใหญ่ รับศตวรรษใหม่ 

ดร.ณัฐพงศ์เปิดเผยว่า การเตรียมพร้อมรับการเติบโตในอนาคต ทำให้บริษัทตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในช่วงปี 2566-2567 ครอบคลุมทั้งการบริหารงาน การจัดสรรงบประมาณ การบริหารบุคลากร การนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ รวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรองรับการเดินหน้าสู่ทศวรรษใหม่ขององค์กร

การปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการวางวิสัยทัศน์ “100 ปีแห่งความยั่งยืน” หลังแบรนด์ก้าวผ่านวาระครบรอบ 90 ปี และเข้าสู่ปีที่ 91 โดยมองว่าการเดินทางสู่ศตวรรษใหม่ไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่เป็นการสร้างรากฐานให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การเติบโตของแบรนด์เกิดขึ้นได้จากความไว้วางใจของผู้บริโภค พนักงาน คู่ค้า และสังคมรอบข้าง ความสำเร็จของธุรกิจไม่ควรวัดจากตัวเลขทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสะท้อนถึงคุณค่าที่องค์กรสามารถส่งมอบกลับคืนสู่สังคมได้ด้วย”

รีเฟรชแบรนด์ เจาะฐานคนรุ่นใหม่ 

ดร.ณัฐพงศ์เปิดเผยว่า อีกหนึ่งโจทย์สำคัญขององค์กรคือการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยบริษัทยอมรับว่าที่ผ่านมา จุดอ่อนสำคัญคือการสื่อสารกับผู้บริโภคที่ยังมีไม่มากนัก จึงเริ่มปรับแนวทางการตลาดและประชาสัมพันธ์ครั้งใหญ่

กลยุทธ์หลักคือการเพิ่มกิจกรรมอีเวนต์ การทำตลาดออนไลน์ และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ได้มากขึ้น โดยเลือกลงพื้นที่ในทำเลที่มีคนรุ่นใหม่รวมตัวกัน เช่น สยามสแควร์ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และงานคอนเสิร์ต

ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าปรับตำแหน่งแบรนด์ให้เป็น “ผู้ใหญ่ที่สดใส” ซึ่งยังคงความน่าเชื่อถือ แต่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น โดยไม่ใช้กลยุทธ์สร้างกระแสระยะสั้น แต่เน้นให้ผู้บริโภคบอกต่อจากประสบการณ์ใช้งานจริง

การสร้างสีสันให้กับแบรนด์ยังถูกต่อยอดผ่านการใช้เอกลักษณ์ผลิตภัณฑ์ทั้ง 6 สี เพื่อสร้างการจดจำ รวมถึงการทำ Collaboration ในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาของเล่น เคสยาดม หรือความร่วมมือกับภาคการท่องเที่ยวและศิลปินในโอกาสพิเศษ

เพิ่มกำลังผลิต ต่อยอดนวัตกรรม 

ในมิติการลงทุน ดร.ณัฐพงศ์กล่าวว่า ยังเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าไม่เคยประสบปัญหาสินค้าขาดตลาด แม้ในช่วงที่ความต้องการเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีการขยายกำลังการผลิตตามการเติบโตของยอดขายมาโดยตลอด

หลังลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตในปี 2566 บริษัทมีแผนจัดซื้อเครื่องจักรใหม่เป็นประจำทุกปี เพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิม พร้อมศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตจากต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้กับกระบวนการผลิตภายในประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาสินค้าใหม่ ทั้งการแตกไลน์ธุรกิจ การพัฒนากลิ่นใหม่ รวมถึงการปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์บางส่วนให้ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์หลักของผลิตภัณฑ์ไว้ โดยคำนึงถึงประเด็นด้านความปลอดภัยและการป้องกันปัญหาสินค้าปลอมเป็นสำคัญ

ดันต่างประเทศสู่เครื่องยนต์โตระยะยาว 

ดร.ณัฐพงศ์กล่าวต่อไปว่า แม้ตลาดในประเทศยังเป็นฐานรายได้หลัก แต่บริษัทเริ่มวางบทบาทของตลาดต่างประเทศเป็นเครื่องยนต์การเติบโตในระยะยาว โดยปัจจุบันยอดขายต่างประเทศคิดเป็นประมาณ 10% ของยอดขายรวม และมีการส่งออกไปแล้วมากกว่า 20 ประเทศ

ตลาดสำคัญประกอบด้วย ญี่ปุ่น ลาว เมียนมา กานา และประเทศในแถบทะเลแคริบเบียน ซึ่งหลายตลาดมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจต่อเนื่องยาวนานกว่า 10-20 ปี ขณะที่ล่าสุดสามารถขยายตลาดเข้าสู่ประเทศฟิลิปปินส์ได้สำเร็จ

บริษัทมองว่าการเติบโตในระยะสั้นยังคงมาจากตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า การขยายตลาดต่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการต่อยอดการรับรู้แบรนด์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่รู้จักสินค้าในฐานะของฝากจากประเทศไทย

สร้างคุณค่าคืนสังคม 

นอกเหนือจากเป้าหมายทางธุรกิจ บริษัทเดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้แนวคิด “Small Big Thing” หรือ “เรื่องเล็กที่สร้างคุณค่าใหญ่” ผ่านโครงการด้านการศึกษา วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การส่งมอบเก้าอี้สำหรับโรงพยาบาลรวมกว่า 5,000 ตัวใน 20 จังหวัด การสนับสนุนม้านั่งพักผ่อนและร่มในแหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์มากกว่า 30 แห่ง การจัดกิจกรรมบอร์ดเกมเพื่อการศึกษาในเครือข่ายโรงเรียนกว่า 400 แห่ง รวมถึงโครงการส่งเสริมการอ่านในเรือนจำ

“ยาดมตราโป๊ยเซียนเชื่อว่า สิ่งดี ๆ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป หลายครั้งการเติมเต็มเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันกลับสร้างประโยชน์และความสุขให้ผู้คนได้อย่างมหาศาล”

วางหมุดสู่แบรนด์โลกในวัย 100 ปี 

ดร.ณัฐพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับเป้าหมายระยะยาว บริษัทต้องการผลักดันให้แบรนด์ก้าวสู่ระดับโลก ควบคู่กับการรักษามาตรฐานการผลิต GMP PIC/S การพัฒนาองค์กรสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ และการสร้างการเติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางตลาดยาดมที่กำลังเปลี่ยนจากสินค้าเฉพาะกลุ่มสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ และมีผู้เล่นหน้าใหม่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โจทย์ของผู้นำตลาดในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการรักษาส่วนแบ่งตลาด แต่เป็นการรีเฟรชแบรนด์ ปรับองค์กร และสร้างฐานการเติบโตใหม่ เพื่อพาธุรกิจเดินหน้าสู่เป้าหมาย “100 ปีแห่งความยั่งยืน” ในทศวรรษข้างหน้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยาดม