เอกนิติ ชี้ภาพร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’ เกิดขึ้นได้ในงานสังคม ย้ำไม่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกดำเนินคดี
เอกนิติชี้แจงกรณีปรากฏภาพร่วมเฟรม “เบน สมิธ” เกิดขึ้นได้ในโอกาสร่วมงานสังคมทั่วไป ย้ำไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่ถูกดำเนินคดี พร้อมหนุนบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทบผิดอย่างเคร่งครัด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีมีภาพตนเองร่วมเฟรมกับนายเบน สมิธ โดยย้ำว่าภาพที่ปรากฏเป็นภาพจากงานของหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นงานเลี้ยงที่มีผู้เข้าร่วม 60-70 คน ประกอบด้วยผู้บริหารระดับประเทศจากทั้งภาครัฐและเอกชนหลากหลายวงการ ตนเองเข้าไปร่วมงานเลี้ยงนี้ในฐานะที่ปรึกษาและอาจารย์ของหลักสูตร โดยเป็นผู้ร่วมงานเช่นเดียวกับแขกท่านอื่น ๆ ที่ไปร่วม ซึ่งการพบปะพูดคุยกับคนในงาน แม้ไม่ได้มีความรู้จักหรือสนิทสนมเป็นการส่วนตัว ก็เกิดขึ้นได้ในโอกาสไปร่วมงานสังคมทั่วไป
“ผมขอยืนยันว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี และผมขอสนับสนุนให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่กระทำความผิด”
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. คณะกรรมการธุรกรรมมีการพิจารณาคดีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) และไฮบริดสแกม (Hybrid Scam) ซึ่งมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินจำนวน 289 รายการ รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 10,165 ล้านบาท แบ่งเป็น 4 คดีสำคัญ โดยหนึ่งในนั้นคือ เครือข่ายของนายเบน สมิธ และแตงไทย โดยยึดทรัพย์สูงสุดกว่า 9 พันล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์
จากนั้นเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้แถลงว่า การสืบสวนยังพบความเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่าง ยิม เลียก และนายเบน สมิธ นักธุรกิจต่างชาติที่ถูกสหรัฐจัดอยู่ในกลุ่มบุคคลเสี่ยงเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ระดับนานาชาติ ทั้งคู่มีบริษัทในไทยที่ตั้งอยู่ที่เดียวกัน
และมีการถือหุ้นไขว้ระหว่างภรรยาของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจการบินส่วนตัว ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่ถูกใช้ในการอำพรางเส้นทางเงินผิดกฎหมายบ่อยครั้ง