อธิบดีสรรพสามิตคนใหม่ ชงปรับภาษีหนุนรายได้รัฐสู่ 3 ล้านล้าน
Pornchai
“ผลการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2569 พบว่า หลังจากผ่านไป 2 เดือน คือ ต.ค.-พ.ย. 2568 ด้วยความร่วมมือร่วมใจ เราเก็บภาษีเกินเป้าประมาณ 4-5% สูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่โต 2% กว่า ๆ และในปี 2570 สรรพสามิตจะต้องมีนโยบายที่หนุนรายได้ของกระทรวงการคลังที่จะไปแตะระดับ 3 ล้านล้านบาท”
“พรชัย ฐีระเวช” อธิบดีกรมสรรพสามิตคนใหม่ กล่าวถึงทิศทางการเก็บรายได้ภาษีและบทบาทของกรมสรรพสามิต ในระยะข้างหน้า โดยชี้ว่า รายได้จากภาษีสรรพสามิต ถือเป็นอันดับ 2 ในบรรดากรมจัดเก็บทั้งหมด ซึ่งการขับเคลื่อนการจัดเก็บจะเป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลาง ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 กรมได้รับเป้าหมายจัดเก็บรายได้ที่ 578,200 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 611,220 ล้านบาท ในปี 2570 ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้รัฐบาลมีรายได้สุทธิแตะระดับ 3 ล้านล้านบาทในปีงบประมาณ 2570
โดยกรมสรรพสามิตจะเดินหน้าทำให้ได้ตามเป้าที่ได้รับมอบหมาย แต่ในขณะเดียวกัน จะยกระดับภาษีสรรพสามิต จากเดิมที่เป็นเพียงเรื่องการจัดเก็บรายได้ เป็น “ภาษีเพื่อความยั่งยืน” ที่มีบทบาทในการควบคุมการบริโภคสินค้าที่ไม่พึงประสงค์และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมมากขึ้น
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2569 ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 กรมสรรพสามิตจะดำเนินมาตรการตอบโจทย์ และสอดคล้องกับนโยบายของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ซึ่งมีแนวทางสำคัญ คือ 1.ปรับโครงสร้างภาษีน้ำมัน ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2568 โดยพิจารณาภาษีคาร์บอนที่แฝงอยู่ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายลดมลพิษและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
2.สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 3.ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีกิจการบันเทิง หรือหย่อนใจ จาก 10% เหลือ 5% เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2569 นี้ และ 4.ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวงการผลิตสุรา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการสุรารายย่อยและสุราชุมชน ซึ่งมีผลแล้ว
“พรชัย” กล่าวว่า แนวโน้มในอนาคต อย่างการขยายฐานภาษีสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ล่าสุดได้มีการออกกฎกระทรวงเพื่อควบคุมและกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสม เช่น แบตเตอรี่ ซึ่งมีต้นทุนในการกำจัดสูง โดยการจัดเก็บภาษีสามารถใช้เป็นเครื่องมือจูงใจให้เกิดการนำกลับมาใช้ซ้ำ และสนับสนุนการบริโภคอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกันยังจะพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีตามหลักความจำเป็น โดยอัตราภาษีจะสะท้อนถึงความฟุ่มเฟือยของสินค้า เช่น สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอาจถูกจัดเก็บภาษีในอัตราต่ำ ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยหรือเสริมสร้างความภูมิฐานส่วนบุคคล อาจถูกเก็บภาษีในอัตราสูงขึ้น
“การกำหนดเส้นแบ่งระหว่างสิ่งจำเป็นกับความฟุ่มเฟือย จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาและการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน”
นอกจากนี้ จะมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น Sustainable Aviation Fuel – SAF, Biobased Fuels และเดินหน้าภาษีความเค็ม เพื่อลดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็นอีกด้วย
“อธิบดีกรมสรรพสามิต” กล่าวอีกว่า สรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำร่างกฎกระทรวงเพื่อปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ จาก 2 อัตรา เหลืออัตราเดียว (Single Rate) โดยคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน ม.ค. 2569 หรือก่อนรัฐบาลประกาศยุบสภาตามกรอบที่กำหนดไว้ในวันที่ 31 ม.ค. 2569 ซึ่งเป็นกฎกระทรวง ไม่ต้องแก้กฎหมายเข้าผ่านรัฐสภา โดยสามารถเสนอ ครม. เห็นชอบแล้วส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจ จากนั้นก็ประกาศใช้ได้ทันที
“บุหรี่เทียร์บนมีสัดส่วนลดลงเรื่อย ๆ ทำให้รายได้ภาษีหลักมาจากกลุ่มเทียร์ล่าง ดังนั้น การใช้อัตราเดียวจึงไม่น่าทำให้ตลาดผันผวน และผู้ประกอบการจะมีความยืดหยุ่นในการตั้งราคามากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคมักปรับตัวไปหาสินค้าทดแทน เช่น นิโคตินสำเร็จรูป เป็นต้น ซึ่งหากเป็นสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะถูกนำเข้าระบบภาษีสรรพสามิตเช่นเดียวกัน”
“อธิบดีกรมสรรพสามิต” กล่าวด้วยว่า นอกจากปรับอัตราภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตด้วย เพื่อควบคุมสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อย่างในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ผลการจับกุมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจับได้แล้วกว่า 4,000 คดี ของกลางบุหรี่ 700,000 ซอง หรือราว 14 ล้านมวน รัฐสูญเสียภาษีเกือบ 40 ล้านบาท แต่เก็บค่าปรับได้ประมาณ 500 ล้านบาท
“การปรับภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องควบคู่กับมาตรการปราบปรามบุหรี่เถื่อนอย่างเข้มงวด เพื่อให้บุหรี่ลักลอบนำเข้าออกจากตลาดไทยอย่างถาวร” อธิบดีกรมสรรพสามิตคนใหม่กล่าว