คลังโชว์ ‘ฐานะ-รายได้’ 8 เดือน ศุลกากรต่ำเป้า-ลุยรื้อรางวัลนำจับแก้ทุจริต
เดินทางมาเกินครึ่งทางแล้วสำหรับปีงบประมาณ 2569 จากที่เริ่มนับหนึ่งมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 โดยในมุมของการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ กระทรวงการคลังเพิ่งรายงานผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 8 เดือนแรก (ต.ค. 2568-พ.ค. 2569)
โดยรัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิจำนวน 1,779,182 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 40,106 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้า 2.3% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.3%
เหตุผลมาจาก (1) กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่งจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมจากกำไรสะสม และรัฐวิสาหกิจบางแห่งมีการจ่ายเงินปันผลสูงกว่าที่ประมาณการไว้ เนื่องจากผลประกอบการที่ดีขึ้น (2) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และ (3) การนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล
เมื่อดูไส้ในพบว่าภาพรวมของ 3 กรมรายได้ยังสามารถจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าอยู่ 2.2 หมื่นล้านบาท หรือ 1.2% โดยกรมสรรพากรจัดเก็บรายได้สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 24,089 ล้านบาท หรือเกินเป้า 1.7% หรือมียอดจัดเก็บรายได้สุทธิที่ 1,405,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 51,743 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.8%
ด้านกรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้สุทธิ 386,111 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 3,765 ล้านบาท หรือเกินเป้า 1% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 31,360 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.8%
ขณะที่กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้สุทธิ 75,428 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 5,772 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้า 7.1% ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 436 ล้านบาท หรือลดลง 0.6%
ส่วนรัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สุทธิได้ที่ 159,448 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 29,053 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22.3% และมากกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 25,751 ล้านบาท หรือเกินเป้า 19.3%
และหน่วยงานอื่นนำส่งรายได้สุทธิที่ 129,612 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 7,625 ล้านบาท หรือลดลง 5.6% แต่มากกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 13,604 ล้านบาท หรือเกินเป้า 11.7%
ส่วนในด้านฐานะการคลังในช่วง 8 เดือนแรก รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 731,448 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 45,675 ล้านบาท หรือลดลง 1.9% ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2569 อยู่ที่ 341,018 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 2,477 ล้านบาท หรือสูงขึ้น 0.7%

“พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์” อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวว่า กรมศุลกากรได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินรางวัลศุลกากร โดยยกเลิกสิทธิการได้รับเงินรางวัลศุลกากรของระดับผู้บริหารกรมศุลกากร ได้แก่ อธิบดี ที่ปรึกษา รองอธิบดี ผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนักงาน และนายด่านศุลกากร เนื่องจากผู้บริหารกรมศุลกากรบางตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาสั่งคดี การกลั่นกรองความเห็น หรือการพิจารณาอุทธรณ์ในคดีศุลกากร
นอกจากนี้กรมศุลกากรได้ปรับปรุงเกณฑ์การจำแนกกลุ่ม และกำหนดคำนิยามผู้มีสิทธิได้รับเงินรางวัลศุลกากรให้ชัดเจนมากขึ้น โดยจัดประเภทเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 กลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มที่ 1 ผู้จับกุมและผู้ตรวจพบความผิด กลุ่มที่ 2 ผู้ร่วมจับกุม กลุ่มที่ 3 ผู้ช่วยเหลือ รวมถึงกำหนดเกณฑ์การแบ่งสัดส่วนของเงินรางวัลศุลกากรให้เหมาะสม และสอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงมากขึ้น เพื่อสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมและผลการปฏิบัติงานมากกว่าตำแหน่ง
ทั้งนี้ปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้อนุมัติร่างระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัล ฉบับแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และกรมศุลกากรอยู่ระหว่างการนำระเบียบดังกล่าวลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ทันทีในวันถัดไป
โดยการปรับเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับความโปร่งใสของภาครัฐ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตเชิงรุก รวมถึงเพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศไทยที่เตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
“ถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปองค์กร เพื่อแสดงให้เห็นว่าการใช้อำนาจของรัฐจะต้องปราศจากข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน แม้การจ่ายเงินรางวัลจะชอบด้วยกฎหมาย แต่หากส่งผลต่อความเป็นกลางในการบังคับใช้กฎหมาย หรือกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน เราก็พร้อมปรับเปลี่ยนเพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสขององค์กร”