เปิดอาณาจักร ‘ธุรกิจทรัมป์’ รายได้คริปโตมากกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ ไม่รวมหุ้น-ของขวัญ-ค่าลิขสิทธิ์
ในปี 2025 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ สร้างรายได้จำนวนมาก ทั้งจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ การลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงและแบรนด์ทางการเมือง เพื่อรับค่าลิขสิทธิ์และของขวัญ
สำนักงานจริยธรรมภาครัฐสหรัฐ (OGE) เปิดเผยรายงานข้อมูลทางการเงินประจำปี 2025 ของทรัมป์ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2026 โดยมีความยาวถึง 927 หน้า เมื่อเทียบกับเพียง 17 หน้าของ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ข้อมูลดังกล่าวเผยให้เห็นภาพรวมของอาณาจักรธุรกิจอันกว้างใหญ่ของทรัมป์ และสร้างความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนอีกครั้ง
ข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของทรัมป์ในปี 2025 โดยมีเม็ดเงินรวมกันไม่ต่ำกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.67 หมื่นล้านบาท)
รายได้ดังกล่าวเป็นจำนวนที่มากกว่ารายได้ 77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.57 พันล้านบาท) จากรีสอร์ต Mar-a-Lago ริมทะเลในปาล์มบีช รัฐฟลอริดา หรือ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 835 ล้านบาท) จากสนามกอล์ฟในเวอร์จิเนียตอนเหนือ
เอกสารแสดงรายการธุรกรรมมากกว่า 680 หน้า ระบุว่าทรัมป์มีรายได้ประมาณ 515 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.72 หมื่นล้านบาท) จากการขายโทเค็นที่ออกโดย World Liberty Financial (WLF) บริษัทคริปโตเคอร์เรนซีที่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวทรัมป์ และอีก 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.17 พันล้านบาท) จากการขายหุ้นในบริษัทโฮลดิ้งของ WLF
WLF มีผู้ร่วมก่อตั้ง ได้แก่ ทรัมป์, ลูกชายทั้งสามคนของทรัมป์ (ดอน จูเนียร์, เอริก, และบาร์รอน), และสตีเวน วิทคอฟฟ์ นักการทูตระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ โดยที่แซค วิทคอฟฟ์ ลูกชายของทูตพิเศษ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO)
ขณะที่ CIC Digital LLC บริษัทในเครือเดอะทรัมป์ ออร์แกไนเซชั่น (The Trump Organization) ซึ่งทำธุรกิจมีมคอยน์ สร้างรายได้ 636 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.12 หมื่นล้านบาท) เกือบทั้งหมดมาจากค่าลิขสิทธิ์ของ ‘เหรียญเฉลิมฉลอง’ (Celebration Coins) ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าหมายถึงเหรียญอะไร
นอกจากนี้ CIC Digital LLC ยังถือครองคริปโตเคอร์เรนซีต่าง ๆ มูลค่าอย่างน้อย 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 พันล้านบาท) และยังได้รับเงินเกือบ 197 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.57 พันล้านบาท) จากการขายหุ้นของบริษัทโฮลดิ้ง Stablecoin Holdco อีกด้วย
ซื้อ-ขายหุ้น
นอกจากนี้ ในเอกสารยังแสดงให้เห็นการซื้อขายหุ้นบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง รวมถึงแอปเปิล (Apple), ไมโครซอฟท์ (Microsoft), และเอ็นวิเดีย (Nvidia) ซึ่งแต่ละครั้งมีมูลค่าระหว่าง 5 ล้าน-25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 166 ล้านบาท-834 ล้านบาท) โดยหุ้นที่มีการซื้อขายบ่อยที่สุดในพอร์ตการลงทุน ได้แก่ เอ็นวิเดีย (Nvidia), ไมโครซอฟท์, และบริษัทพลังงาน เอ็กซอนโมบิล (Exxon Mobil)
การซื้อขายเหล่านี้เป็นหนึ่งในธุรกรรมซื้อขายหุ้นรายบุคคลที่มีมูลค่ามากที่สุดที่มีการเปิดเผยข้อมูล
จุดที่น่าสนใจคือ ในการซื้อหุ้นเอ็นวิเดีย เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ทรัมป์ประกาศว่า เอ็นวิเดียและเอเอ็มดี (AMD) ตกลงมอบส่วนแบ่ง 15% ของยอดขายชิป H2O ในจีนให้กับรัฐบาลสหรัฐ เพื่อแลกกับการอนุมัติส่งออกไปยังจีน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังซื้อหุ้นแอมะซอน (Amazon) มูลค่าระหว่าง 5 แสน-1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16 ล้านบาท-33 ล้านบาท) ในวันที่ 23 ก.ย. 2025 วันเดียวกับที่เริ่มการพิจารณาคดีที่คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐ (FTC) กล่าวหาว่าแอมะซอนหลอกลวงลูกค้าให้จ่ายค่าสมาชิก Prime โดยที่การพิจารณาคดีสิ้นสุดลงในสองวันต่อมา หลังแอมะซอนตกลงยุติคดีด้วยการจ่ายค่าปรับทางแพ่ง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.34 หมื่นล้านบาท) ให้กับ FTC และคืนเงินรวม 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.01 หมื่นล้านบาท) ให้กับลูกค้าประมาณ 35 ล้านราย
อย่างไรก็ดี เอกสารดังกล่าวไม่รวมการซื้อขายหุ้นกว่า 3,700 รายการ ที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งเผยแพร่ไปแล้วเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
รับทรัพย์ของขวัญ
นอกจากการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีและการซื้อขายหุ้นแล้ว ทรัมป์ยังได้รับของขวัญรวมมูลค่ากว่า 370,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12 ล้านบาท) โดยส่วนใหญ่เป็นตั๋วเข้าชมการแข่งขันกีฬา อาทิ
- ตั๋วเข้าชมฟุตบอลโลกชาย จำนวน 10 ใบ มูลค่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 แสนบาท) ซึ่งได้รับจาก จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า
- ตั๋วเข้าชมอเมริกันฟุตบอล ‘ซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 59’ จำนวน 10 ใบ ได้รับจาก เกย์ล เบนสัน เจ้าของทีม New Orleans Saints
- ตั๋วเข้าชมทัวร์นาเมน Ultimate Fighting Championship (UFC) ซึ่งจัดแข่งขันกีฬา MMA (การต่อสู้แบบผสมผสาน) จำนวนสองรายการ รายการละ 15 ใบ จากดานา ไวท์ ซีอีโอของ UFC
- ตั๋วเข้าชมการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล NFL, การแข่งขันเบสบอล MLB, การแข่งขันกีฬาอุดมศึกษา NCAA และการแข่งขันกอล์ฟรายการอื่น ๆ ด้วย
เอกสารยังเปิดเผยว่า ทรัมป์ได้รับรูปปั้นของตนซึ่งแสดงท่าทางกำหมัดขึ้น ในเหตุการณ์ความพยายามลอบสังหารทรัมป์ ในเมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย ที่ไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2024 โดยรูปปั้นดังกล่าว มีมูลค่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.35 ล้านบาท) ได้รับจาก แอนโทนี คอนสแตนติโน ซีอีโอของบริษัทผลิตสติกเกอร์และสินค้าออนไลน์ Sticker Mule
ลิขสิทธิ์ชื่อเสียง
เอกสารยังเผยให้เห็นว่า ทรัมป์สามารถใช้ประโยชน์จากชื่อและแบรนด์ทางการเมืองของตนได้อย่างเต็มที่ นับตั้งแต่เข้าสู่การเมือง ผ่านข้อตกลงค่าลิขสิทธิ์มากมาย อาทิ
- ได้รับข้อตกลงอนุญาตใช้สิทธิ์สำหรับ “Trump Watches” แบรนด์นาฬิกาที่จำหน่ายโดยใช้ชื่อและภาพลักษณ์ของทรัมป์ โดยได้รับค่าลิขสิทธิ์ 4.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 156 ล้านบาท) จากบริษัทตัวกลาง The Best Watches on Earth LLC
- ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์หนังสือ “The Greenwood Bible” ซึ่งเป็นการร่วมมือกับ ลี กรีนวูด นักร้องเพลง “God Bless the USA” ทำเงินได้ 208,486 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.96 ล้านบาท)
- ข้อตกลงด้านลิขสิทธิ์สำหรับแบรนด์รองเท้าผ้าใบและน้ำหอม “Trump Sneakers & Fragrances” ทำเงินได้ 67,634 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.25 ล้านบาท)
- การโปรโมทกีตาร์ “’45′ Guitar” ทำเงินได้ 35,920 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านบาท)
- ข้อตกลงการตีพิมพ์หนังสือ “Letters to Trump,” “Save America” และ “A MAGA Journey” ทำเงินได้ 590,730 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.73 ล้านบาท), 1,893,965 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 63.26 ล้านบาท), และ 552,685 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18.46 ล้านบาท) ตามลำดับ
นอกจากนี้ ในรายการอื่น ๆ ยังแสดงให้เห็นว่า ทรัมป์ได้รับค่าตัว 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.68 ล้านบาท) สำหรับการกล่าวสุนทรพจน์ในงานระดมทุนที่เมืองเนเปิลส์ รัฐฟลอริดา เมื่อเดือน ธ.ค. 2022
ผลประโยชน์ทับซ้อน ?
การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวและการที่ทรัมป์ไม่ได้ขายหรือโอนย้ายทรัพย์สินไปไว้ในกองทุนส่วนบุคคลเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีผู้ดูแลอิสระ (Blind Trust) ทำให้เกิดความกังวลขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่า ทรัมป์อาจกำลังแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งประธานาธิบดีหรือไม่
นักวิจารณ์มักกล่าวว่า ทรัมป์ควบรวมตำแหน่งหน้าที่ทางราชการเข้ากับผลประโยชน์ทางการเงิน เนื่องจากอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ของทรัมป์ ดำเนินงานในด้านที่เกี่ยวข้องกับนโยบายประธานาธิบดี และบริหารจัดการโดยลูกชายสองคน คือ ดอน จูเนียร์ และเอริก
ด้าน เดอะทรัมป์ ออร์แกไนเซชั่น กล่าวว่า ทรัพย์สินของประธานาธิบดีได้รับการจัดการอย่างอิสระโดยสถาบันการเงินภายนอกที่ควบคุมการตัดสินใจด้านการลงทุนทั้งหมด โดยการซื้อขายดำเนินการผ่านกระบวนการอัตโนมัติ และทรัมป์ รวมถึงสมาชิกในครอบครัว และบริษัท ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมใด
ไตรมาส 1/2026
ก่อนหน้านี้ ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานจริยธรรมภาครัฐสหรัฐ (OGE) เปิดเผยข้อมูล การซื้อขายหุ้นของทรัมป์ในไตรมาส 1/2026 กว่า 3,700 รายการ มีมูลค่ารวม 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.96 หมื่นล้านบาท) รวมถึงหุ้นเอ็นวิเดีย แอมะซอน และแอปเปิ้ล ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนในรัฐบาลทรัมป์ไปแล้วครั้งหนึ่ง
ในครั้งนั้น โฆษกของเดอะทรัมป์ ออร์กาไนเซชัน กล่าวว่า สินทรัพย์ทั้งหมดของประธานาธิบดีได้รับการจัดการอย่างอิสระ โดยสถาบันการเงินภายนอกที่รับผิดชอบการตัดสินใจด้านการลงทุนทั้งหมด โดยทรัมป์ ครอบครัวของทรัมป์ หรือบริษัท ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในการตัดสินใจซื้อขาย
คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การทำธุรกรรมต่าง ๆ ของอาณาจักรธุรกิจอันยิ่งใหญ่ของทรัมป์ ในปี 2026 นี้ จะเดินไปในทิศทางไหนต่อไป
ที่มา : Bloomberg, CNBC