เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สว.สหรัฐกลับลำ โหวตไม่จำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงครามอิหร่าน

25 มิ.ย. 2569 | 11:45น.

วุฒิสภาสหรัฐเปลี่ยนท่าที โดยการโหวตผ่านมติไม่จำกัดอำนาจประธานาธิบดีทรัมป์ในการทำสงครามกับอิหร่าน หลังผู้นำสหรัฐชี้ว่าการโหวตของคองเกรสทำให้สหรัฐเสียเปรียบในการเจรจาต่อรองข้อตกลงสันติภาพ

ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐกลับลำ หลังจากเพิ่งลงมติเห็นชอบให้จำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐในความขัดแย้งกับอิหร่านได้เพียงวันเดียวเท่านั้น

วุฒิสภาสหรัฐเปลี่ยนท่าทีโดยลงมติคว่ำร่างกลไกควบคุมอำนาจตาม “อำนาจการทำสงคราม” หรือ War Powers Act 1973 ในคืนวันพุธที่ 24 มิถุนายน เวลาท้องถิ่น ด้วยคะแนนเสียง 47 ต่อ 50 และงดออกเสียง 1เสียง

รายงานข่าวระบุว่า การกลับลำของสว.เกิดจากแรงกดดันจากทรัมป์ หลังจากผู้นำสหรัฐแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อสว. พรรครีพับลิกันที่โหวตสวนหรือไม่มาลงคะแนนในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน โดยทรัมป์ชี้ว่าการกระทำของสภาคองเกรสทำให้เขาเสียเปรียบและบ่อนทำลายอำนาจในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน

สว. ที่เปลี่ยนใจ ได้แก่ แรนด์ พอลเปลี่ยนจากเห็นชอบเป็น “งดออกเสียง” บิล แคสซิดีเปลี่ยนจากเห็นชอบเป็น “ไม่เห็นชอบ”

สว. ที่จุดยืนคงเดิม ได้แก่ ซูซาน คอลลินส์ และ ลิซา เมอร์เคาส์กี ทั้งสองจากพรรครีพับลิกันยังคงโหวต เห็นชอบ เพื่อจำกัดอำนาจทรัมป์ จอห์น เฟตเตอร์แมน จากเดโมแครตยังคงโหวตไม่เห็นชอบการจำกัดอำนาจนี้เช่นเดิม

ทรัมป์แสดงความยินดีต่อผลการลงมติดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียล (Truth Social) โดยมีการระบุถึงการเปลี่ยนท่าทีในการลงคะแนนของ สว. พอล และ สว. แคสซิดี พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า “การลงคะแนนเสียงในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้จับตาดูอิหร่านแล้ว!”

ย้อนกลับไปเมื่อ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐโหวตผ่านร่างกฎหมายที่สั่งการให้ประธานาธิบดีทรัมป์ ยุติปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐต่ออิหร่าน ซึ่งเป็นการตำหนิประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันครั้งล่าสุดจากรัฐสภาที่เริ่มไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ

เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองสภาสหรัฐผ่านมติที่สั่งการให้ประธานาธิบดีถอนกำลังทหารสหรัฐออกจากการสู้รบ นับตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎหมาย “มติอำนาจสงคราม” หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อกฎหมาย “อำนาจสงคราม” ในปี 1973 หลังจากสส.โหวตผ่านมติไปก่อนหน้านี้ แม้การลงคะแนนเสียงของสองสภาอาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ก็เป็นความพ่ายแพ้สำหรับทรัมป์ ซึ่งเคยได้รับการสนับสนุนอย่างเกือบเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกพรรครีพับลิกันในรัฐสภา จนกระทั่งสว.เปลี่ยนท่าที โดยโหวตคว่ำร่างมาตรการดังกล่าว