รับฤดูเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เสียงจากนักธุรกิจการเงิน-อสังหาฯ 2569 ปีแห่งการเลือกตั้ง ไพบูลย์ ซีอีโอ บล.ทิสโก้ นักบริหารธุรกิจการเงินระดับ 2 แสนล้าน ปักธงไทยต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง หนี GDP ต่ำ 1% ดึงทุนต่างประเทศ ดันตลาดหุ้นขาขึ้น ละเลิกนโยบายประชานิยมทำการคลังพัง อสังหาฯท้าทายสุดรอบ 20 ปี ค่าย SENA ย้ำหนี้ครัวเรือนปัญหาลูกโซ่กระทบยอดกู้บ้าน ชงรัฐขจัดปัญหาขั้นตอนทำธุรกิจ แก้ทุจริตในระบบราชการ
นักธุรกิจ-การเงิน อสังหาริมทรัพย์ คาดหวังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การเลือกตั้ง ที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การเงิน และการบริหารประเทศไทยครั้งใหญ่
รื้อโครงสร้างหนี GDP ต่ำ 1%
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจทางการเงินขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์กว่า 230,409 ล้านบาท กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นในโอกาสที่ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเลือกตั้ง ก็คือรัฐบาลใหม่ที่เข้ามามีการแก้ปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง เพราะตอนนี้ก็ชัดขึ้นทุกวันแล้วว่า หากประเทศไทยยังอยู่แบบนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็คงโตได้แค่ 1-2% ต่อปี
ซึ่งการขยายตัวระดับนี้ไม่เพียงพอสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และหากพิจารณาในแง่รายได้ต่อหัว หรือ GDP ต่อหัวของคนไทยอยู่แค่ประมาณกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ ถือว่าต่ำ
“เราไม่ควรเป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตแค่ 1% เพราะจะทำให้เราถอยห่างจากประเทศอื่นมากขึ้น ดังนั้น จึงอยากเห็นการแก้ปัญหาโครงสร้างที่พูดกันมานานแล้วอย่างจริงจัง ซึ่งสิ่งที่มาถูกทางแล้วก็คือ การแก้หนี้ครัวเรือน แต่ก็ต้องแก้ให้ได้ผลจริง ไม่ใช่ทำเฉพาะหน้า และตัวเลขหนี้สินครัวเรือนที่มองกันว่าควรจะลดลงมาที่ 80% ก็ควรจะทำให้ได้ และให้อยู่ระดับนั้นให้ได้ เพราะถ้าแก้หนี้ครัวเรือนไม่ได้ ก็จะเป็นกับดักที่ขยับยากมาก เวลาทำนโยบายต่าง ๆ เศรษฐกิจก็จะไม่โต” ซีอีโอ บล.ทิสโก้ กล่าว และว่า
ต้องดึงลงทุนจากต่างประเทศ
ประเด็นต่อเนื่อง คืออยากเห็นการดึงดูดลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการ เพื่อให้เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต โครงสร้างสินค้าส่งออก รวมถึงการเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งการลงทุนผ่านการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ก็ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ ไม่ใช่แค่ยอดตัวเลขที่ธุรกิจยื่นขอสิทธิการส่งเสริมการลงทุน
ส่วนภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว มองว่ายังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ดังนั้น จึงอยากเห็นการพัฒนาให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยหาตลาดใหม่ ๆ หาสินค้าใหม่ ๆ เนื่องจากไม่สามารถพึ่งพาตลาดสหรัฐได้มากเหมือนที่ผ่านมาแล้ว
ลดเลิกนโยบายประชานิยม
ซีอีโอทิสโก้ย้ำว่า “อยากเห็นการทำนโยบายประเภทที่เป็นประชานิยมน้อยลง ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ แล้วก็เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่า ทำไปก็หายไป ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น หรือดีขึ้นแค่ชั่วคราว ซึ่งวันนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตัวปัญหาจริง ๆ เหมือนวินิจฉัยโรคแล้วต้องรักษา ไม่ใช่แค่ให้ยาพาราแก้ปวดได้แค่ 4 ชั่วโมง โดยที่ผ่านมาจะเป็นในลักษณะอย่างนั้น ก็เลยอยากให้แก้จริงจัง ซึ่งถ้าทำได้แนวนี้ ก็จะเห็นตลาดหุ้นตอบรับในเชิงที่ดี”
โฟกัสตลาดหุ้นหัวใจระดมทุน
นายไพบูลย์กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารหลังจากนี้ ให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นมากกว่าที่ผ่านมา เพราะตลาดหุ้นถือเป็นหัวใจ เป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่ที่ผ่านมากลไกตลาดหุ้นไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงอยากให้ใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ เพราะจะสามารถเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างพายุหมุนได้หลายรอบ ซึ่งตลาดทุนเป็นของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนกลุ่มผู้มีรายได้ระดับบน ต้องบริหารให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมกับตลาดหุ้นได้มากขึ้น
“ตลาดหุ้นถ้าบริหารจัดการดี ๆ มันสามารถเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งได้เลย ในการที่จะช่วยขับเคลื่อนการบริโภคได้เลย คือถ้าตลาดหุ้นขาขึ้น การบริโภคในระบบเศรษฐกิจจะดีขึ้นทันตาเห็นเลย เพราะคนที่ได้กำไรจากหุ้นเขาจะใช้เงินทันที แล้วเขาก็คิดว่าเขาจะได้เงินอีก”
การเมืองนิ่งทีม ศก.มีเอกภาพ
นายไพบูลย์ย้ำว่า ภาคการเมืองก็ต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ เพื่อให้การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่อง ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลก็เปลี่ยนนโยบายทันที ซึ่งหากเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อย ๆ ก็ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจ
“ความเคลื่อนไหวทางการเมือง การบริหารประเทศก็อยากให้นิ่ง มีพรรคขนาดใหญ่เกิดขึ้น อย่างน้อย ๆ สามารถคุมกระทรวงเศรษฐกิจได้อย่างมีเอกภาพ ที่ผ่านมาก็อาจจะเป็นแบบที่บางพรรคได้บริหาร 2-3 กระทรวง บางพรรค 1 กระทรวง ถูกแยกกันกำกับและบริหาร แล้วเราก็ไม่เคยมีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่สามารถคุมได้หมดจริง ๆ ส่วนใหญ่ดูกันไม่กี่กระทรวง”
นายไพบูลย์กล่าวย้ำว่า อยากเห็นการแก้ปัญหาโครงสร้างอย่างจริงจัง เพราะทำแบบเดิมก็เห็นแล้วว่าเศรษฐกิจโตแค่ 1% 2% ยิ่งไตรมาส 4 นี้ที่ล่าสุดมีการประเมินว่าจะโตได้ 0.6% ซึ่งต่ำมาก ดังนั้น ก็ทำแบบเดิมไม่ได้ ก็ต้องดูโจทย์ว่าวันนี้จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจกลับไปโต 3-4% ได้
“ก็ต้องปรับ เปลี่ยน ไปต่อ แล้วก็ต้องชำเลืองดูคู่แข่งด้วยว่าเขาไปถึงไหนแล้ว คนที่เคยอยู่หลังเราก็จะล้ำหน้าเราแล้ว ซึ่งมันก็เป็นปัญหาใหญ่” ซีอีโอ บล.ทิสโก้กล่าว
อสังหาฯท้าทายสุดรอบ 20 ปี
ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในปีนี้และปีหน้าการคาดการณ์ว่าจะเป็นปีที่อยู่ในภาวะฟื้นตัว โดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ประเมินล่าสุดว่า ตลาดเผชิญความท้าทายสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ ทั้งอุปทานและอุปสงค์ลดลงต่ำสุดในรอบ 20 ปี
สอดคล้องกับข้อมูลจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 ยังคงอยู่ในช่วงปรับฐานอย่างชัดเจน คาดว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศปี 2568 จะอยู่ที่ราว 3 แสนหน่วย ลดลงจากระดับก่อนโควิดที่มียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ปีละประมาณ 4 แสนหน่วย ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี และยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี
จี้แก้คอร์รัปชั่น
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้บริหารธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ ทาวน์โฮม และอาคารชุด ศูนย์การค้า Community Mall และธุรกิจไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รับเหมาก่อสร้างที่พักอาศัย รวมทั้งธุรกิจตัวแทนและนายหน้าให้บริการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดมียอดขาย 9 เดือนของปีนี้ 13,719 ล้านบาท
กรรมการผู้จัดการ SENA กล่าวว่า สำหรับการประกอบธุรกิจในไทย เรื่องแรก ๆ ที่อยากให้ทุกรัฐบาลปรับปรุงแก้ไข คือจัดทำนโยบาย Ease of Doing การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทั้งคนไทยและนักลงทุนต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างสะดวก ง่าย และราบรื่น ควบคู่กับการป้องกันและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในระบบราชการ เพื่อไม่ให้มีต้นทุนแฝงในการติดต่อขอใบอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ตามกฎหมายไทย
ฝ่าปัญหากู้ไม่ผ่าน 70%
ในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การเติบโตหรือตกต่ำจะล้อไปตามจีดีพีประเทศ ที่ผ่านมามีมาตรการรัฐในการกระตุ้นอสังหาฯ ด้วยการลดค่าโอน-จดจำนอง ทำให้ได้รับอานิสงส์ทางตรง ส่วนนโยบายอื่นที่อาจช่วยในทางอ้อม คือการให้ AMC ซื้อหนี้ NPA จากสถาบันการเงิน เพื่อเป็นตัวช่วยในการลดปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สามารถลดลงมาได้ และจะเป็นปัจจัยบวกในการขอเงินกู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น จากปัจจุบันที่มีปัญหาสถาบันการเงินเข้มงวดการพิจารณาสินเชื่อ จนส่งผลให้มียอดปฏิเสธสินเชื่อ หรือยอดกู้ไม่ผ่านสูงถึง 50-70%
“ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ลดลงมา ไม่ได้ช่วยแค่ภาคอสังหาฯ แต่จะช่วยทุกธุรกิจ เพราะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้บริโภคในครัวเรือน”
เพิ่มศักยภาพแรงงาน S-Curve
ผศ.ดร.เกษรากล่าวต่อว่า เศรษฐกิจไทยจะไปต่อได้เร็วขึ้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือเพิ่มศักยภาพของประเทศ ด้วยการอัพสกิล-รีสกิลคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่ผู้ประกอบการอยากได้ไปทำงานด้วย โดยเริ่มต้นจากอุตสาหกรรม New S-Curve ซึ่งเป็นที่ต้องการของการลงทุนในโลกยุคใหม่
นอกจากนี้ สิ่งที่ไทยสามารถไปต่อได้ทันทีก็คือการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว เพราะเมืองไทยได้รับการยอมรับในฐานะเป็นเดสติเนชั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่อยากมาเยือนอยู่แล้ว ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดความสนใจเข้ามาลงทุนและพักอาศัยในระยะยาว โดยเฉพาะชาวต่างชาติวัยเกษียณกลุ่มกำลังซื้อมั่งคั่งที่มีอยู่ทั่วโลก
Wellness พระเอกเศรษฐกิจไทย
“เรื่องที่เมืองไทยเป็นพระเอกแน่ ๆ คือ Wellness และธุรกิจที่อิงการบริการ เพราะคนไทยมีเซอร์วิสไมนด์ที่เป็นจุดได้เปรียบคนชาติอื่น ๆ แต่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติไม่ได้มาแค่ใช้การบริการอย่างเดียว เราต้องมีของก่อน ต้องมีแม่เหล็กด้านใดด้านหนึ่งที่ดึงดูดให้เขาเข้ามา รวมทั้งไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ Regional Logistic Location เราอยู่ตรงกลางระหว่างเหนือกับใต้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าเรามีระบบการคมนาคมขนส่งที่ดี ก็จะทำให้ต้นทุนต่ำกว่า มีขีดความสามารถการแข่งขันที่ดีกว่า”
แนะนักเลือกตั้งแก้ระบบราชการ
นางจันทร์ทิพย์ วานิช กรรมการผู้จัดการ ซีวีกรุ๊ป จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้าพื้นที่จำนวนมาก ทำให้มีปัญหาสะสมอยู่มากมาย หนึ่งในข้อเสนอแนะที่อยากให้นักเลือกตั้งแก้ไขให้ภูเก็ตมากที่สุด เป็นเรื่องปัญหาการติดต่อขออนุญาตต่าง ๆ กับหน่วยงานราชการไทย ซึ่งปัจจุบันมีความล่าช้าทำให้เสียโอกาสในการทำธุรกิจ และการเข้ามาพักอาศัยระยะยาวสำหรับลูกค้าต่างชาติ
โดยข้อเรียกร้องที่มีมายาวนานก็คือ เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว หรือ One Stop Service รูปแบบให้ภาคเอกชนหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถติดต่อเพื่อใช้บริการภาครัฐทุกด้าน โดยเดินทางมาติดต่อขอใช้บริการได้เพียงจุดเดียว แต่สามารถยื่นเอกสารติดต่อได้กับทุกหน่วยงานรัฐ โดยศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสจะทำหน้าที่รับเรื่องและประสานงานดำเนินการต่อให้กับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ
เมกะโปรเจ็กต์เมืองระดับโลก
ขณะเดียวกัน จังหวัดภูเก็ตมีบทบาทเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศจากภาคการท่องเที่ยว ปัจจุบันพบว่าการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่โครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการเติบโตของเมืองค่อนข้างจำกัด ทำให้เกิดปัญหารถติดจากการจราจรหนาแน่น ปัญหาขยะล้นเมือง ปัญหาน้ำประปาไม่พอใช้ ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ฯลฯ
“ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่หาเงินเข้าประเทศเก่งมาก แต่วันนี้คนภูเก็ตกำลังต้องทนทุกข์กับปัญหาการบริหารจัดการขยะ และการขาดแคลนเมกะโปรเจ็กต์ภาครัฐ อย่างถนน ทางด่วน รถไฟฟ้า เพื่อจัดระเบียบให้ภูเก็ตเป็นเมืองน่าอยู่และเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างแท้จริง” นางจันทร์ทิพย์กล่าว