ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในปีนี้
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรดเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/12) ที่ระดับ 31.70/71 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (9/12) ที่ระดับ 31.80/81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ 9-3 ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ซึ่งนับเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในปีนี้ หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.และ ต.ค. ที่ผ่านมา
โดยสมาชิก FOMC จำนวน 9 รายลงมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่ 3 รายโหวตสวนมติดังกล่าว ซึ่งเป็นจำนวนสมาชิก FOMC มากที่สุดที่โหวตสวนมติที่ประชุมนับตั้งแต่เดือน ก.ย.2562 โดยนายสตีเฟน มีแรน ลงมติให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมครั้งนี้
ส่วนนายเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานเฟด สาขาแคนซัส ซิตีและนายออสแตน กูลสบี ประธานเฟด สาขาชิคาโก ลงมติให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75-4.00% ขณะที่การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ๆ ละ 0.25% ในปี 2569 และลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ๆ ละ 0.25% ในปี 2570 ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดแตะเป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 3% โดยการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปี 2569 และ 2570 ไม่แตกต่างจากการส่งสัญญาณในการประชุมเดือน ก.ย.
นอกจากนี้ เฟดยังมีการประกาศกลับมาซื้อพันธบัตรปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ๆ ละ 0.25% ในปี 2569 และลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ๆ ละ 0.25% ในปี 2570 ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดแตะเป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 3% โดยการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปี 2569 และ 2570 ไม่แตกต่างจากการส่งสัญญาณในการประชุมเดือน ก.ย. นอกจากนี้ เฟดยังมีการประกาศกลับมาซื้อพันธบัตร โดยเริ่มต้นด้วยวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันศุกร์นี้ (12/12)
ส่วนการคาดการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ เฟดได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ในปี 2568-2571 โดยเฟดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2568, 2569, 2570 และ 2571 อยู่ที่ระดับ 1.7%, 2.3%, 2.0% และ 1.9% ตามลำดับ จากเดิมคาดการณ์ในเดือน ก.ย.ว่าจะมีการขยายตัว 1.6%, 1.8%, 1.9% และ 1.8% ตามลำดับ
ขณะที่อัตราการขยายตัวในระยะยาวยังคงอยู่ที่ระดับ 1.8% ส่วนคาดการณ์อัตราว่างงานในปี 2568, 2569, 2570 และ 2571 อยู่ที่ระดับ 4.5%, 4.4%, 4.2% และ 4.2% ตามลำดับ จากเดิมคาดการณ์ในเดือน ก.ย.ว่าจะอยู่ที่ระดับ 4.5%, 4.4%, 4.3% และ 4.2% ตามลำดับ ขณะที่อัตราการว่างงานระยะยาวยังคงอยู่ที่ระดับ 4.2%
นอกจากนี้ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อตามดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ในปี 2568, 2569, 2570 และ 2571 อยู่ที่ระดับ 3.0%, 2.5%, 2.1% และ 2.0% ตามลำดับ จากเดิมคาดการณ์ในเดือน ก.ย.ว่าจะอยู่ที่ระดับ 3.1%, 2.6%, 2.1% และ 2.0% ตามลำดับ
ด้านเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันพุธ (10/12) ว่านโยบายการเงินของเฟดอยู่ในสถานะที่เหมาะสมในการตอบสนองต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในวันข้างหน้า พร้อมกับกล่าวว่า ทิศทางของนโยบายการเงินไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า โดยเขาปฏิเสธที่จะส่งสัญญาณว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวในฐานะศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่พุธ (10/12) ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้โจมตีด้วยอาวุธ BM21 โดรนพลีชีพ และปืนครกเข้ามายังพื้นที่ช่องบก ช่องอานม้า และเนิน 667 ขณะที่ปฏิบัติการของทุกเหล่าทัพของไทยยังเป็นไปตามแผนอย่างต่อเนื่อง
โดยตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมามีกำลังพลเสียชีวิตแล้ว 9 นาย และได้รับบาดเจ็บราว 120 ราย ขณะเดียวกัน การโจมตีของกัมพูชายังส่งผลให้ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนมาอยู่ในศูนย์พักพึง 849 จุด จำนวน 199,618 คน และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย
กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการในทางการทูตคู่ขนานกันไป โดยชี้แจงไปยังองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงสื่อต่างประเทศ ให้เข้าใจถึงเหตุผลในการปฏิบัติการทางทหารของไทย โดยเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.67-31.81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.77/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/12) ที่ระดับ 1.1699/1701 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (9/12) ที่ระดับ 1.1652/54 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ
โดยในช่วงเย็นวันอังคาร (9/12) มีการเปิดเผยยอดส่งออกของเยอรมนีในเดือน ต.ค.ขยับขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากเดือนก่อนหน้า สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวลง 0.5% โดยได้แรงหนุนสำคัญจากตลาดสหภาพยุโรป (EU) ที่เข้ามาช่วยพยุงสถานการณ์ ท่ามกลางยอดสั่งซื้อจากสหรัฐ และจีนที่ดิ่งลงอย่างหนัก
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ช่วงที่สหรัฐ เร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าจนยอดพุ่งผิดปกตินั้นผ่านพ้นไปแล้ว และการส่งออกของเยอรมนีได้กลับมาเติบโตอย่างเชื่องข้า อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้สร้างความหวังว่าแรงต้านจากการค้าโลกในเดือนถัดไปอาจไม่รุนแรงอย่างที่กังวลกัน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1683- 1.1707 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1694/96 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (4/12) ที่ระดับ 155.78/79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (9/12) ที่ระดับ 156.07/79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยเมื่อวันพุธ (10/12) สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ออกประกาศเตือนการเกิดอภิมหาแผ่นดินไหว (megaquake) หรือแผ่นดินไหวที่มีขนาด 8 แมกนิจูดขึ้นไป ที่อาจเกิดขึ้นบริเวณร่องลึกญี่ปุ่น (Japan Trench) และร่องลึกชิชิมะ (Chishima Trench) นอกชายฝั่งเกาะฮอกไกโด ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น
ทั้งนี้ เที่ยวบินและเส้นทางรถไฟส่วนใหญ่ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และทางการญี่ปุ่นยังไม่ได้จำกัดการเดินทางไปยังภาคเหนือของประเทศหรือเกาะฮอกไกโด โดยในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 155.50-156.16 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 155.93/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (11/12), ยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน ก.ย. (11/12), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ต.ค. และ พ.ย. (11/12) และดัชนี GDP เดือน ต.ค. ของสหราชอาณาจักร (12/12)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -6.8/-6.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศอยู่ที่ -4.5/-3.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ