Skip to content

ถึงเวลาย้ายฐานการผลิต เพื่อสร้างฐานการส่งออกใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า

14 ธ.ค. 2568 | 17:02น.
ถึงเวลาย้ายฐานการผลิต เพื่อสร้างฐานการส่งออกใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า
คอลัมน์ : เลียบรั้วเลาะโลก
ผู้เขียน : ฝ่ายวิจัยธุรกิจ EXIM BANK

ท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าโลกในปัจจุบัน ทำให้โมเดลการทำธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เน้นการผลิตในประเทศแล้วส่งออกกำลังเผชิญกับความท้าทายเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และนโยบายกีดกันทางการค้าที่ทำให้กำแพงภาษีสูงขึ้นและห่วงโซ่อุปทานเปราะบางลง ผู้ประกอบการจึงควรมองโมเดลอื่นในการเติบโต ท่ามกลางสัญญาณเตือนว่าการส่งออกอาจถึงทางตันในระยะข้างหน้า

ซึ่งหนึ่งในโมเดลที่น่าสนใจคือ การขยายการลงทุนออกไปนอกประเทศ เพื่อขยับเข้าใกล้คู่ค้าและลูกค้า รวมถึงเป็นการสร้างฐานการส่งออกใหม่เพื่อเป็นกลไกเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ การพิจารณาความเหมาะสมของธุรกิจในการออกไปลงทุนในต่างประเทศในเบื้องต้นอาจประเมินจาก 2 ปัจจัยหลัก ดังนี้

ประการแรก…แรงผลักดันจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจขยายการลงทุนไปต่างประเทศ เพื่อให้ธุรกิจช่วงชิงความได้เปรียบเชิงต้นทุนและมีศักยภาพในการแข่งขันเหนือคู่แข่งในเวทีโลกที่สำคัญ อาทิ

ปัจจัยด้านต้นทุน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงสร้างต้นทุนของประเทศไทยกำลังปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ส่งผลต่อการขาดแคลนแรงงานและค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับบางประเทศ ดังนั้น การย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปยังประเทศที่มีต้นทุนค่าจ้างแรงงาน รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่แข่งขันได้ดีกว่า จึงเป็นกลยุทธ์ในการรักษามาร์จิ้นของธุรกิจ

ปัจจัยด้านขนาดตลาด ปัจจุบันตลาดในประเทศเริ่มมีขนาดจำกัด การเข้าไปลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศที่เป็นตลาดขนาดใหญ่หรือมีกำลังซื้อสูง จะช่วยคลายข้อจำกัดด้านอุปสงค์ นอกจากนี้ การเข้าไปอยู่ใกล้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นจะช่วยให้เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคท้องถิ่นได้ลึกซึ้งกว่า นำไปสู่การพัฒนาสินค้าที่ตรงใจ (Localization) ซึ่งทำได้ยากหากบริหารจัดการจากระยะไกล

ปัจจัยด้านมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในประเทศปลายทาง หลายประเทศมีนโยบายดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศด้วยมาตรการจูงใจด้านภาษี อาทิ การยกเว้น/ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล และการยกเว้น/ลดหย่อนภาษีนำเข้า รวมถึงมาตรการจูงใจที่ไม่ใช่ภาษี อาทิ สิทธิประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการลดขั้นตอนด้านกฎระเบียบ มาตรการเหล่านี้ถือเป็นแต้มต่อที่ผู้ประกอบการควรคว้าไว้เพื่อลดต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจในต่างประเทศ

ประการที่ 2…แรงกดดันจากบริบทโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยกลุ่มนี้ถือเป็นตัวเร่งสำคัญในปัจจุบันที่กดดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ที่สำคัญ อาทิ

ผลกระทบจากกำแพงภาษีและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และจีน ที่ทำให้หลายบริษัทได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งดังกล่าว ขณะที่มาตรการภาษีของสหรัฐ โดยเฉพาะ Reciprocal Tariffs ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่โดนมาตรการภาษีต่ำกว่าประเทศอื่น เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐ

ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน วิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วง COVID-19 ไปจนถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ สร้างอุปสรรคในการขนส่งสินค้าในห่วงโซ่อุปทานการผลิต อาทิ ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และการปิดท่าเรือ สถานการณ์ดังกล่าวแสดงถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานการผลิตจำนวนไม่มาก ดังนั้น การย้ายฐานการผลิตไปอยู่ใกล้กับคู่ค้าจะช่วยลดความเสี่ยงและลดความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานลงได้

การตอบสนองต่อความต้องการของตลาด การย้ายฐานการผลิตไปตั้งอยู่ใกล้ตลาดผู้บริโภคปลายทางจะช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะช่วยลดระยะเวลาในการนำส่งสินค้าให้สั้นลง อีกทั้งยังช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนการผลิตตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการผลิตสินค้าแฟชั่นและสินค้าเทคโนโลยี

ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ เมื่อโลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืน ประเทศที่ดึงดูดการลงทุนจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ที่แข็งแกร่ง อาทิ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อตอบโจทย์ Net Zero ของบริษัทข้ามชาติ การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีความพร้อมเหล่านี้ จึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

การก้าวออกไปลงทุนในต่างประเทศไม่ได้เป็นเพียงแค่การขยายธุรกิจในต่างแดน แต่เป็นการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเพื่อให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ผู้ประกอบการที่กล้าปรับตัวจะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิเศรษฐกิจโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง