กนง. ชี้เงินบาทแข็งค่า 8% เกินปัจจัยพื้นฐาน รับเศรษฐกิจไทยโตต่ำศักยภาพ
กนง.ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69-70 โตต่ำศักยภาพเหลือ 1.5% และ 2.3% ชี้เครื่องยนต์ส่งออก-การบริโภคแผ่ว หลังเจอนโยบาย Tariffs มองภาคท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวกลับมาเป็นแรงหนุน ชี้ปัจจัยการเมืองกระทบงบประมาณล่าช้า 2-3 เดือน พร้อมยกระดับคุมเข้มธุรกรรม FX-ซื้อขายทองคำ กดดันเงินบาทแข็งค่า 8% เกินปัจจัยพื้นฐาน เผยเร็ว ๆ นี้ เตรียมออกกลไกค้ำประกันเอสเอ็มอี หวังเข้าสินเชื่อง่ายขึ้น หลังสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง 3 ปี ระบุ ติดตามภาวะเงินฝืดใกล้ชิด
ชี้เศรษฐกิจไทยปี’69-70 โตต่ำศักยภาพ
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569-2570 ขยายตัวชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ที่ขยายตัว 3% มองไปข้างหน้าชะลอตัวลงชัดเจนตามการบริโภค และการส่งออกที่ชะลอจากผลนโยบายสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) ที่ทอดยาวถึงปี 2569
โดยประมาณเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2568 อยู่ที่ 2.2%, ปี 2569 อยู่ที่ 1.5% และปี 2570 ที่ 2.3% ซึ่งเศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพที่มองไว้อยู่ 2.7-2.8%
โดยเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราวในเรื่องของการปิดโรงกลั่น โรงงาน และสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งกระทบชีวิตและทรัพย์สิน คาดว่าใช้เวลาในการฟื้นฟูในไตรมาสที่ 1/2569 ทำให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จะปรับลดลง
ขณะที่เศรษฐกิจในปี 2569-2570 ขยายตัวลดลงจากการบริโภคตามรายได้ที่ชะลอตัวลง และภาคการส่งออก จะเห็นว่าปี 2568 ขยายตัวค่อนข้างดีอยู่ที่ 12% ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งส่งออก (Front load) และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างดี แต่ในปี 2569 การส่งออกเติบโตชะลอลงเหลือ 0.6% และในปี 2570 อยู่ที่ 1.7% ทำให้แรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออกชะลอตัวลง
อย่างไรก็ดี เรื่องที่จะเข้ามาช่วย คือ ภาคการท่องเที่ยวที่มีการบวกอ่อน ๆ แม้ว่าปีนี้นักท่องเที่ยวจะชะลอตัว แต่ในปี 2569-2570 จะเห็นการทยอยฟื้นตัว และนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา ซึ่ง ธปท.มีการปรับประมาณการตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี 2569 อยู่ที่ 35 ล้านคน และในปี 2570 อยู่ที่ 36 ล้านคน จากปีนี้อยู่ที่ 33 ล้านคน ดังนั้น แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2569-2570 จะมาจากภาคการบริการเป็นสำคัญ ส่วนภาคการผลิตยังโตค่อนต่ำมาจากผล Tariffs และการแข่งขันที่มากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับปัจจัยทางการเมือง ธปท.ได้ใส่สมมติฐานในรอบนี้ โดยจะเป็นเรื่องของงบประมาณล่าช้า ซึ่งจะกระทบจีดีพีในปี 2569 เนื่องจากเกี่ยวข้องกับปีปฏิทิน จึงได้ใส่เข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจตัวเลขล่าสุดแล้ว โดยใส่ไว้ในสมมติฐานที่คาดว่างบประมาณปี 2570 จะมีความล่าช้าราว 2-3 เดือน หรือเกือบ 1 ไตรมาส
“การปรับประมาณการเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าจะอยู่ภายใต้สมมติฐานที่มีความเสี่ยงเข้ามา มองไปข้างหน้ามีความเสี่ยงที่เข้ามาชัดเจนก็ใส่เข้าไปในประมาณการ แต่ความเสี่ยงก็มี 2 ด้าน มีความเสี่ยงที่เป็นลบ คือ สถานการณ์ต่าง ๆ และความเสี่ยงที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจได้ แต่โดยรวมเศรษฐกิจมีโอกาสเป็นด้านต่ำ มีโอกาสปรับลงมากกว่าปรับขึ้น โดยรวมจีดีพีเราโตต่ำกว่าศักยภาพที่เราเคยมองไว้อยู่ที่ 2.7-2.8%”
ชี้เงินบาทแข็งค่า 8% เกินปัจจัยพื้นฐาน
นายสักกะภพกล่าวอีกว่า ประเด็นที่คณะกรรมการฯ มีการพูดคุยกันค่อนข้างเยอะ จะเป็นเรื่องค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเยอะและเร็ว โดยค่าเงินดอลลาร์เทียบเงินบาทแข็งค่าขึ้น 8% ถือว่าค่อนข้างเยอะ เช่นเดียวกับค่าเงินบาทเทียบคู่ค้าคู่แข่ง (NEER) ก็ปรับแข็งค่าขึ้น ซึ่งคณะกรรมการฯ มองว่าแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงมีการยกระดับการติดตามค่าเงินและติดตามธุรกรรมที่กดดันค่าเงินบาท
จับตาเงินซื้อขายทองคำผิดปกติ กดดันบาทแข็ง
โดย ธปท.ได้มีการพูดคุยกับสถาบันการเงินในการตรวจสอบเอกสารการทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) ก่อนที่จะทำธุรกรรมให้กับลูกค้า ร่วมถึงมาตรการที่จะดำเนินการ คือ การเรียกขอดูข้อมูลเพิ่มมากขึ้น และในส่วนของร้านทองร้านใหญ่ และพิจารณาการเข้าไปตรวจสอบธุรกรรม FX ที่นำเงินเข้าไม่พึ่งประสงค์ เน้นการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น
อย่างไรก็ดี การดูแลค่าเงินบาทไม่ให้มีความผันผวน เป็นสิ่งที่ ธปท.ให้ความสำคัญ แต่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเยอะ ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยดอลลาร์อ่อนค่าจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ย รวมถึงราคาทองที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยซ้ำเติมค่าเงินบาท นอกจากนี้ ธปท.ได้เข้าไปดูต้นตอของเงินที่เข้ามา จึงมีการยกระดับการติดตามค่าเงิน ซึ่งในรายงาน กนง.ได้กล่าวไว้ชัดเจน
“การเข้าดูความผิดปกติ เช่น ทองคำบางช่วงมีธุรกรรม FX ค่อนข้างเยอะ จึงเข้าไปดูและขอข้อมูลเพิ่ม และดูความผิดปกติต่อเนื่อง โดยเงิน Real Flow เราไม่เห็นความผิดปกติ แต่ที่เห็นเยอะจะเป็น Financial Flow คือ ซื้อขายทองคำที่เข้ามาเยอะผิดปกติ แต่เราก็คงต้องเข้าไปดูหลายตัว หลายธุรกรรม
เช่น การให้ธนาคารดูเรื่องของธุรกรรม FX และในแง่แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และหากมีความจำเป็นที่จะต้องขยาย Scope ก็พร้อม นอกจากนี้ หากพบว่าธุรกรรมซื้อขายทองคำที่ไม่ได้มีความผิดปกติ แต่เป็นแรงกดดันค่าเงินบาท เราก็จะต้องหาแนวทางการดูแลต่อไป”
จ่อออกมาตรการ “ค้ำประกันสินเชื่อ SMEs” ช่วยเข้าถึงสินเชื่อ
นายสักกะภพกล่าวว่า ภาพรวมภาวการเงินจะเห็นว่าภาพจริงยังแย่อยู่ สินเชื่อรวมหดตัว โดยรายใหญ่ชะลอการใช้จ่ายและลงทุนตามภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) บางส่วนยังต้องการสภาพคล่อง แต่ธนาคารยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อจาก Credit Risk ที่สูง ทำให้สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่องเกือบ 3 ปี และคุณภาพเอสเอ็มอียังด้อยมากขึ้น
ดังนั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโนบาย 0.25% จาก 1.50% เหลือ 1.25% ต่อปีในครั้งนี้ เพื่อช่วยลดภาระหนี้ทั้งสินเชื่อใหม่ และสินเชื่อเดิมที่อ้างอิงดอกเบี้ยลอยตัว รวมถึงการเพิ่มประสิทธิผลมาตรการภาครัฐที่ออกมา เช่น การแก้หนี้ผ่านกลไก AMC และกลไกค้ำประกันเอสเอ็มอี ที่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ที่เป็นข้อจำกัดให้เอสเอ็มอี
ทั้งนี้ สิ่งที่คณะกรรมการฯ กังวล คือ เอสเอ็มอี และกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่ได้ปรับตัวดีขึ้น เอสเอ็มอีเจอการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทำให้ตัวเลขจีดีพีเอสเอ็มอีโตต่ำลงอย่างชัดเจน และการเข้าถึงสินเชื่อยังสะท้อนว่าเข้มงวดอยู่ จึงกระทบไปสู่รายได้และการจ้างงาน โดยมองว่าในอีก 2 ปีข้างหน้ารายได้โตต่ำ ทำให้การบริโภคจะโตต่ำลงด้วย
“การส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ กนง.หวังว่าธนาคารจะปรับดอกเบี้ยเงินกู้ตาม โดยเอสเอ็มอีมี Credit Risk สูงเข้าถึงสินเชื่อยาก ตอนนี้เรากำลังทำงานอยู่เพื่อลดความเสี่ยงเครดิต ซึ่งจะออกมาเร็ว ๆ นี้ แต่เอสเอ็มอีมีปัญหาเชิงโครงสร้าง การลดดอกเบี้ยอย่างเดียวคงแก้ปัญหาต้นตอไม่ได้ แต่ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน”
จับตาภาวะเงินฝืดใกล้ชิด
นายสักกะภพกล่าวว่า การปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 อยู่ที่ -0.1% และปี 2569 อยู่ที่ 0.3% และ 2570 อยู่ที่ 1.0% ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด
ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวประมาณการเดิม โดยในปี 2568 และปี 2569 อยู่ที่ 0.8% และปี 2570 อยู่ที่ 1.0% โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย
“เงินเฟ้อปรับลดลงมาจากราคาพลังงานที่ปรับลดลง ซึ่งเราติดตามการลดลง ยังไม่เป็นวงกว้าง จนทำให้เกิดภาวะเงินฝืด ซึ่งเราติดตามใกล้ชิด เพราะหากคนมีการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อลดลง และราคาปรับลดลง ทำให้คนชะลอการใช้จ่าย หรือลงทุน ยังไม่เห็นตรงนี้ แต่ก็เป็นปัจจัยที่ กนง.ติดตาม
อย่างไรก็ดี ในส่วนของเป้าหมายเงินอัตราเงินเฟ้อ ธปท.มีการพูดคุยกับกระทรวงการคลัง และต้องรอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) คงไม่ได้ปรับเป้าหมาย เพราะเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นเป้าหมายระยะปานกลางและยืดหยุ่น”
ชี้พร้อมปรับดอกเบี้ยควบคู่รักษา Policy Space
เมื่อถามว่าปัจจัยการลดดอกเบี้ยนโยบาย นายสักกะภพกล่าวว่า ปัจจัยการตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดย กนง.จะติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจแย่กว่าคาดเกิดภาวะเงินฝืดชัดเจน และภาวะการเงินไม่ดีนัก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ กนง.ลดดอกเบี้ย
ทั้งนี้ อัตราการดอกเบี้ย 1.25% ต่อปี มองว่าอยู่ในโซนต่ำ โดยดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงเหลือ -0.33% แต่การใช้ขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง ดังนั้น มองไปข้างหน้านโยบายการเงินยังคงผ่อนคลาย และติดตามความเสี่ยงเศรษฐกิจ พร้อมปรับนโยบายการเงิน แต่ยังคงต้องรักษา Policy Space เพื่อรองรับ Shock ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต