ดร.พิพัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP เผยเศรษฐกิจไทยติดกับดักโตช้า คาดปี’69 ขยายตัวเพียง 1.6-1.8% ชี้ทางรอดต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมบริการและกิจกรรมมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมย้ำช่วงเลือกตั้งคือโอกาสตั้งคำถามนโยบายปฏิรูปโครงสร้าง ไม่ใช่การแจกเงิน หรือมาตรการระยะสั้น
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในงานสัมมนา Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ภายใต้หัวข้อ “Empowering Thailand’s Potential : เสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทยด้วยความยั่งยืน” ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ถูกประเมินว่าจะเติบโตได้เพียงประมาณ 2% และในปีหน้ามีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงอีก โดยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.6-1.8% ปัญหาสำคัญคือเศรษฐกิจไทยกำลังติดอยู่ในกับดักของการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือศักยภาพของเศรษฐกิจเองก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
หากย้อนดูในอดีต เครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด หลังวิกฤตต้มยำกุ้งไทยเคยเปลี่ยนเครื่องยนต์หลักไปสู่ภาคการส่งออกอุตสาหกรรม โดยสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP เพิ่มจากราว 30% เป็นเกือบ 70% และต่อมาไทยยังมีภาคการท่องเที่ยวเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ
ก่อนการระบาดของโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยเกือบแตะระดับ 40 ล้านคน อย่างไรก็ตาม หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาใกล้ระดับเดิม แต่โครงสร้างเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เคยมีจำนวนราว 11 ล้านคนต่อปี ลดลงเหลือเพียงประมาณ 4 ล้านกว่าคน สะท้อนว่าเครื่องยนต์อุตสาหกรรมเดิมเริ่มหมดแรง
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยไม่ได้ชะลอตัวลงเพียงเมื่อเทียบกับอดีตของตัวเอง แต่ยังเติบโตช้ากว่าประเทศอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ต่อหัวกับอัตราการเติบโต โดยทั่วไปประเทศที่มีรายได้สูงขึ้นจะมีอัตราการเติบโตลดลงเป็นเรื่องปกติ แต่กรณีของไทย เส้นการชะลอตัวมีความชันสูงมาก หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป เมื่อรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย อัตราการเติบโตอาจลดลงจนใกล้ศูนย์
ดร.พิพัฒน์ชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลคือประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยอย่างสิงคโปร์ ซึ่งมีรายได้ต่อหัวมากกว่าไทยราว 11-12 เท่า กลับยังสามารถเติบโตเฉลี่ยได้ประมาณ 4% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ไทยเติบโตเพียงราว 2% เท่านั้น หมายความว่าประเทศที่รวยกว่าไทยกลับโตเร็วกว่า ทำให้ช่องว่างยิ่งห่างออกไป ในขณะเดียวกัน ประเทศที่เคยตามหลังไทยอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีเส้นการชะลอตัวที่แบนกว่า สะท้อนว่ายังมีศักยภาพในการเติบโตสูงกว่าไทยในระยะยาว
สำหรับสาเหตุของปัญหา เกิดจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ปัจจัยภายนอกที่สำคัญ ได้แก่ โครงสร้างประชากรที่แก่ตัวเร็วและมีแนวโน้มลดลง, กระแสโลกาภิวัตน์ที่ถดถอย, เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และ Automation ที่ทำให้การลงทุนบางส่วนย้ายกลับไปยังประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะต่อประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ประกอบด้วยข้อจำกัดด้านแรงงานที่มีทักษะ, หนี้ครัวเรือนและหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง, การแข่งขันในหลายอุตสาหกรรมที่กระจุกตัว รวมถึงคุณภาพของสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งจากดัชนีสากลต่าง ๆ ไทยถูกจัดอันดับอยู่ในครึ่งหลังของโลกในหลายมิติ และมีแนวโน้มแย่ลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอร์รัปชั่น หลักนิติธรรม เสรีภาพทางเศรษฐกิจ และคุณภาพการศึกษา
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า หากแรงงานมีแนวโน้มลดลง ทางเลือกที่เหลืออยู่คือการเพิ่มการลงทุนและการเพิ่มผลิตภาพ แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ Deindustrialization หรือการที่บทบาทของภาคการผลิตลดลง ดังนั้น ทางรอดของเศรษฐกิจไทยคือการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการและกิจกรรมเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อให้สามารถสร้างรายได้และจ่ายค่าจ้างที่สูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่าการปรับขึ้นค่าแรงโดยไม่เกิดการเพิ่มผลิตภาพ ไม่ใช่คำตอบของปัญหา
“วันนี้เรามาถึงจุดที่โมเดลการพัฒนาเดิมไม่สามารถพาเราไปต่อได้แล้ว สิ่งที่พาเรามาถึงจุดนี้จะไม่สามารถพาเราไปถึงจุดต่อไปได้ คำถามจึงไม่ใช่ว่าปัญหาคืออะไร เพราะเรารู้แล้ว แต่คือเราจะลงมือทำอย่างไร” ดร.พิพัฒน์กล่าว
ดร.พิพัฒน์ระบุแนวทางสำคัญมีอยู่ 3 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือการประคองและช่วยให้อุตสาหกรรมเดิมปรับตัวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
เรื่องที่สองคือการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็น FinTech เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมความยั่งยืน โดยต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการจ้างงานที่มีคุณภาพในประเทศ
เรื่องที่สามคือการลงทุนในคน ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และนโยบายแรงงานข้ามชาติที่เปิดกว้างต่อการดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากต่างประเทศเข้ามาสร้างงานและถ่ายทอดองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพของสถาบันและธรรมาภิบาล
ดร.พิพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยกำลังอยู่ในโหมดการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นโอกาสที่ประชาชนควรตั้งคำถามกับพรรคการเมือง ว่านโยบายใดจะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศได้จริง การแจกเงินหรือมาตรการระยะสั้นไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป สิ่งที่ประเทศต้องการคือแผนปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน และการลงมือทำอย่างจริงจัง
“แม้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาอาจดูอ่อนแอลง แต่ผมยังเชื่อว่าเรามีจุดแข็งมากมาย คำถามสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพ และเดินหน้าไปสู่ความมั่งคั่งที่แข็งแรงและยั่งยืนได้จริง” ดร.พิพัฒน์กล่าว