คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้
แม้บรรยากาศการลงทุนตลอดปี 2025 จะถูกขับเคลื่อนด้วยกระแส AI และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นหลัก แต่ยังมีหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นและร้อนแรงไม่แพ้กัน นั่นคือกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ หรือ Biotech โดยดัชนี Nasdaq Biotechnology Index ซึ่งเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมนี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นปี (ข้อมูล ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2025)
โดยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2025 หุ้นกลุ่ม Biotech ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นไปอีก หลังจากความกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่ในกลุ่ม AI เริ่มเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนมองหา “หลุมหลบภัย” ควบคู่ไปกับ “โอกาสการเติบโตใหม่”
ซึ่งกลุ่ม Biotech ได้กลายมาเป็นอีกเป้าหมายสำคัญในการย้ายเงินลงทุน เนื่องจากกลุ่ม Biotech มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนและมีปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่จะกลายเป็นแรงส่งต่อเนื่องให้กลุ่ม Biotech มีโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026
หากย้อนกลับไปในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 หุ้นกลุ่ม Biotech เคยเผชิญกับความยากลำบาก แต่สถานการณ์กลับพลิกฟื้นอย่างรวดเร็วในครึ่งปีหลัง โดยมีปัจจัยมหภาคเป็นตัวจุดชนวนสำคัญ การที่อัตราดอกเบี้ยของ Fed เริ่มปรับลดลง ถือเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนบรรยากาศการลงทุนให้เป็นแบบ “Risk-On” หรือเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
เนื่องจากธรรมชาติของธุรกิจ Biotech ต้องใช้เงินทุนสูงในการวิจัยและใช้เวลานานกว่าจะสร้างกำไร ดอกเบี้ยที่ต่ำลงจึงช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต ดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลกลับเข้าสู่กลุ่มนี้อีกครั้ง
อีกหนึ่งปัจจัยหนุนที่น่าสนใจในปี 2025 คือกลไกการหมุนเวียนของเงินทุน เมื่อเกิดดีลการซื้อขายกิจการ (M&A) มูลค่ามหาศาล (เช่น สถิติในเดือนพฤศจิกายนที่มีมูลค่าสูงกว่าช่วงพีกของโควิด) นักลงทุนที่ได้รับกำไรจากการขายหุ้นหรือบริษัท จะนำเงินสดเหล่านั้นกลับมาลงทุนซ้ำ (Recycle) ในนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือบริษัท Biotech รายย่อยใหม่ ทำให้สภาพคล่องในอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยหนุนสำคัญในปี 2026 : แรงบีบคั้นของยักษ์ใหญ่และกฎระเบียบที่ชัดเจน
ทำไม Biotech ถึงมีแนวโน้มไปต่อได้ในปี 2026 ? คำตอบไม่ได้อยู่ที่เพียงตัวยาใหม่ ๆ แต่อยู่ที่ “ความจำเป็นทางธุรกิจ” ของบริษัทยารายใหญ่ โดยภาวะ The Patent Cliff หรือแรงกดดันจากการที่สิทธิบัตรยาของบริษัทยักษ์ใหญ่กำลังจะหมดอายุลงจำนวนมาก (ซึ่งในสหรัฐมีอายุ 20 ปี) คือหนึ่งในปัจจัยบวกที่ทรงพลังที่สุด โดยในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทยารายใหญ่จะสูญเสียรายได้รวมกันกว่า 300,000 Million Dollars จากการหมดอายุของสิทธิบัตรยาที่เคยสร้างรายได้มหาศาลตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุลง หากยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไม่สามารถคิดค้นยาใหม่ภายในองค์กร (Internal R&D) ได้ทันเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ทางออกเดียวคือ “การช็อปปิ้ง” หรือไล่ซื้อบริษัท Biotech รายเล็กที่มีนวัตกรรมยาพร้อมใช้งาน สิ่งนี้จะจุดชนวนสงครามการแย่งซื้อกิจการ (Acquisition) ซึ่งจะผลักดันราคาหุ้นในกลุ่มนี้ให้สูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากความชัดเจนของ FDA ที่ก่อนหน้านี้เคยมีความกังวลเรื่องความล่าช้าหรือความไม่แน่นอนในการอนุมัติตัวยา แต่ในปี 2026 สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย โดยสถิติการอนุมัติยาใหม่ (Approval Pace) เริ่มกลับมาอยู่ในระดับปกติ และ FDA ยังแสดงเจตจำนงที่จะเร่งกระบวนการอนุมัติยาสำหรับโรคหายาก (Rare Diseases) ให้เร็วขึ้น เป็นสัญญาณบวกที่ทำให้นักลงทุนกล้าใส่เงินลงไปในการวิจัยทางคลินิกเพิ่มขึ้น
สุดท้ายเทรนด์โรคที่ต้องจับตามอง แม้ในปี 2025 จะเป็นปีทองของยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 แต่สำหรับ “Next Big Thing” ในปี 2026 ธีมที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ “สังคมผู้สูงอายุ” (Longevity) โดยเฉพาะโรคในหมวดประสาทวิทยา (Neuroscience) ถือเป็นสนามรบใหม่ที่หลายบริษัททุ่มงบฯวิจัยอย่างหนัก เช่น การรักษาโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s)
และอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s) ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ปัจจุบันเริ่มเห็นบริษัทขนาดใหญ่เข้าซื้อกิจการบริษัท Biotech ที่มีตัวยาในการทดลองด้านระบบประสาทด้วยเม็ดเงินมหาศาล อาทิ Johnson & Johnson ที่ใช้เงินซื้อกิจการในปีนี้ไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม หากปี 2025 คือปีแห่งการฟื้นตัวและการเตรียมพร้อม ในปี 2026 ก็จะเป็นปีแห่งการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย “ความจำเป็น” ของตลาด เม็ดเงินลงทุนบางส่วนที่ไหลออกจากกลุ่ม Tech ที่เริ่มอิ่มตัว กำลังมองหาบ้านหลังใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูง
และด้วยแรงกดดันที่บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องดิ้นรนหาสินค้าใหม่มาทดแทนรายได้เดิม Biotech จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ของระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมยา และนั่นก็ทำให้หุ้นกลุ่ม Biotech อาจเป็นหนึ่งใน “ทางรอด” สำคัญของนักลงทุนในปี 2026 ด้วยเช่นกัน