“ปิติ” ซีอีโอ ทีทีบี หนุนพรรคการเมือง “กลับทิศของการดีเบต” เสนอผ่านการตั้งคำถาม 3 มุมมอง ชี้ประเทศไม่ใช่เวทีหาเสียง แต่คือคนไข้ “ป่วยเรื้อรัง” ที่เวลาหมดลงทุกวัน มองแก้ไม่ได้ด้วย “นโยบายลด แลก แจก แถม”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีทีบี ได้โพสต์เฟสบุ๊ก “Pete Tantakasem” ระบุว่ายาวหน่อยแต่อยากชวนคิด
ช่วงนี้หลายคนคงได้ดูการดีเบตของ แคนดิเดตหลัก ๆ จากพรรคการเมืองต่างๆ ผ่านรายการทีวีและสื่อออนไลน์ ได้เห็นแนวคิด ได้ยินคำสัญญา และได้รับฟังนโยบายมากมาย
แต่ยิ่งฟัง…ก็ยิ่งอดคิดไม่ได้ว่า เรากำลังดีเบต “ถูกทิศ” แล้วหรือยัง
ส่วนใหญ่ของการดีเบต การนำเสนอนโยบาย มาในแนว จะทำอะไรให้ประชาชน จะให้เท่าไหร่ จะลดอะไร แจกอะไร เพิ่มอะไร
ถ้าเปรียบประเทศเป็น “คนไข้” สิ่งที่เราเห็นตอนนี้ คล้ายกับการถกกันว่า
จากอาการภายนอกที่เห็น
จะให้ยาตัวไหนดี
จะผ่าตัดตรงไหน
ทั้งที่ยังไม่ค่อยมีใคร วินิจฉัยโรคให้ชัดเจนได้จริง ๆ ว่าแท้จริงแล้วเราป่วยลึกเพียงใด และที่สำคัญจะเอาค่ารักษา ค่าผ่าตัดขนาดนั้นมาจากไหน
ผมเลยอยากชวนคิดว่า
จะดีกว่าไหม ถ้าเรา “กลับทิศของการดีเบต”
โดยเริ่มจาก 3 คำถามพื้นฐาน แต่สำคัญมาก
1.Why – ทำไมประเทศไทยมาถึงมาจุดนี้
“เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคนเสนอตัวมาแก้ปัญหาเข้าใจปัญหาจริง”
อยากฟังการวินิจฉัยโรคว่าต้นเหตุจริงๆ คืออะไร และทำไมต้องรีบแก้อะไรก่อนหลัง
ถ้ามองจากข้อมูลเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยไม่ได้ป่วยเพราะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็น “โรคเรื้อรังหลายระบบ” พร้อมกัน
ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน
- เศรษฐกิจไทยโตช้าลงต่อเนื่อง จากเฉลี่ยกว่า 5% เหลือราว 2% ต่อปี
- หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค ไม่ได้สร้างรายได้
- ผลิตภาพแรงงานต่ำ ทักษะไม่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่
- ภาครัฐมีต้นทุนสูง แต่ประสิทธิภาพและความโปร่งใสต่ำ
- SMEs แข่งขันยาก อยู่รอดไม่ถึง 30% ใน 3 ปีแรก
มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่ำโดยเฉพาะจากภาคการเกษตร - เศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนที่สูงมาก เงินเทา ทุนเทาเข้ามามีอิทธิพล ทำให้ธุรกิจที่ทำถูกต้องไม่สามารถแข่งขันได้
- การเมืองขาดเสถียรภาพ นโยบายไม่ต่อเนื่อง
ถ้าวินิจฉัยพลาด ต่อให้แจกยาเยอะแค่ไหน คนไข้ก็ไม่หาย เพราะถ้าจ่ายยาผิด และถ้าไม่แก้ “ต้นเหตุ” ประเทศก็มีโอกาสวิกฤตหนักกว่าเดิม เพราะหมดไปกับค่ายา ค่าผ่าตัดที่ผิดที่ผิดทาง
2.What – ถ้าเข้าใจต้นเหตุแล้ว เราควรแก้อะไร
“เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีแผนงานที่จะนำไปปฏิบัติได้จริง”
อยากฟังแนวทางการรักษา ว่าอะไรคือโจทย์ที่ต้องทำจริงๆ สำคัญจริง เรียงลำดับได้ว่าอะไรควรถูกรักษาก่อน อะไรจะตามมา อะไรรอได้ อะไรรอไม่ได้ และจะเอาเงินจากไหนมาทำ
ในกลุ่ม technocrats และองค์กรที่สำคัญของประเทศ เช่น สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ฯ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เราได้ร่วมกันวางกรอบคิดหนึ่งขึ้นมา ภายใต้ชื่อว่า “Reinvent Thailand”
แนวคิดนี้ไม่ได้เริ่มจากนโยบายปลีกย่อย
แต่เริ่มจาก “โครงสร้างและปัญหาของประเทศ” และวางไว้บน 3 แกนหลักได้แก่
แกนที่ 1 : ภาครัฐ – เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส
เพราะนี่คือ “กระดุมเม็ดแรก”
ถ้ารัฐยังช้า แพง ซ้ำซ้อน ขาดความโปร่งใส และตรวจสอบยาก
ต้นทุนของประชาชนและธุรกิจจะไม่มีวันลด
แกนที่ 2 : ภาคธุรกิจ – เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สร้างความโปร่งใส ไม่ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินซึ่งมีส่วนทำให้เงินบาทแข็งค่าเกินพื้นฐานจนภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ
- โฟกัสอุตสาหกรรมที่ยังมีศักยภาพ (target industries) สนับสนุนสินค้าไทย
- สร้างระบบ “พี่ช่วยน้อง, ดอกไม้กับแมลง” ให้รายเล็กเติบโตอยู่คู่ไปได้กับรายใหญ่
- สร้างหัวรถจักรใหม่ของเศรษฐกิจ (new S-curve)เพื่อให้ประเทศไทยยังมีที่ยืนในโลกการแข่งขัน
- สร้างระบบข้อมูล (Data Bureau) เพื่อยกระดับความสามารถในการตรวจสอบ ป้องปราม ธุรกิจเทา เงินเทา
แกนที่ 3 : ภาคประชาชน – แก้ 3 เรื่องใหญ่ให้ตรงจุด
• หนี้ครัวเรือน (ไม่ใช่แค่พัก แต่ต้องแก้เชิงระบบ)
• ทักษะ (upskill / reskill ให้ตรงกับตลาดจริง)
• สวัสดิการที่ “ถูกคน ถูกจุด และยั่งยืน” ไม่ใช่หว่านเท่ากันหมด
3.How – แล้วจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร
“เพื่อให้พอมั่นใจได้ว่า ถ้าได้รับโอกาสแล้วจะทำเป็นจริงๆ”
อยากฟัง วิธีการทำให้เกิดขึ้นได้จริง ภายใต้ที่เวลาจำกัด งบประมาณจำกัด และการเมืองที่ซับซ้อน ไม่ใช่เพียงคำสัญญาที่ลอยๆ
นี่คือจุดที่หลายพรรคการเมืองยังตอบไม่ชัด เพราะ “How” ต้องใช้ทั้ง
- ความรู้เชิงระบบ
- ความเข้าใจกลไกตลาดและความเชื่อมต่อ
- และความกล้าที่จะปฏิรูป ไม่ใช่แค่เอาใจ
ในกรอบ Reinvent Thailand มีการลงรายละเอียดเชิงกลไกในหลายเรื่อง เช่น การใช้ข้อมูลดิจิทัล การปรับกติกาภาครัฐ การออกแบบแรงจูงใจทางภาษี การแก้หนี้แบบ risk-based การยกระดับทักษะแรงงาน และการปฏิรูปภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ
ทั้งหมดคือปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ต้องบูรณาการอย่างเป็นระบบ มีแผนงานที่ชัดเจนจับต้องได้
และที่สำคัญไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ด้วย “นโยบายลด แลก แจก แถม”
สุดท้ายนี้…
ผมไม่ได้คาดหวังว่าพรรคการเมืองต้องเหมือนกันหมด แต่หวังว่าอย่างน้อย การดีเบตของประเทศจะขยับจากคำถามว่า
“จะให้อะไรประชาชน”
ไปสู่คำถามที่ยากกว่า แต่สำคัญกว่า คือ
“คุณเข้าใจปัญหาของประเทศนี้ดีแค่ไหน และคุณมีแผนงานที่แก้ปัญหาได้ ปฏิบัติได้จริงหรือไม่ และท้ายสุดคุณจะทำมันเป็นหรือไม่”
เพราะประเทศไม่ใช่เวทีหาเสียง แต่คือคนไข้ที่เวลาหมดลงทุกวัน ยาวหน่อย…แต่อยากชวนคิดครับ