“ดร.อมรเทพ” ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองทรัมป์ สร้างความผันผวนเกิด 3 สงคราม “การค้า-ค่าเงิน-เงินทุน” รับเศรษฐกิจไทยปี’69 โตได้ 1.7% ชี้ ครึ่งแรกชะลอตัว หนุนรัฐบาลใหม่เร่งเบิกจ่าย-ลงทุน-กระตุ้นกำลังซื้อ คาด กนง. คงดอกเบี้ยทั้งปี 1.25% ต่อปี เหตุกระสุนมีจำกัด ใช้มาตรการอื่นพยุงเศรษฐกิจ
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงจากประเด็นของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นั้น จะเห็นว่ามีความเสี่ยงตั้งแต่ต้นปี 2569 ตั้งแต่เวเนซุเอลา อิหร่าน และล่าสุดกรีนแลนด์ ซึ่งก่อให้เกิดความผันผวนระหว่างทาง โดยสิ่งที่กังวลจะเกิดขึ้น 3 มิติ คือ 1.สงครามการค้า แม้ว่าศาลยังไม่ได้มีคำตัดสิน แต่เชื่อว่าทรัมป์สามารถไปใช้มาตรการอื่น ๆ ได้ และเชื่อว่าสงครามระหว่างสหรัฐ และจีนยังไม่จบ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการย้ายฐานการผลิตของจีนได้
และ 2.สงครามค่าเงิน แม้ว่าเราจะมองค่าเงินอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ หากเทียบกับดอลลาร์ เงินบาทอาจจะแข็งค่า แต่หากเทียบคู่ค้าคู่แข่งสะท้อนว่าไทยไม่ได้แข็งค่าเกินไป และอยู่ในระดับเหมาะสม และ 3.สงครามเงินทุน ซึ่งประเทศอื่นมีการบอนด์และมีตอบโต้ ทำให้ระหว่างทางมีความผันผวน
“ทรัมป์เก่งเรื่องสงครามจิตวิทยา ดังนั้น อย่าจับตลาดเป็น Market Timing แต่ต้องมองระยะยาว เพราะสหรัฐ และจีนยังไม่จบ ซึ่งอาจจะกระทบการค้าและการลงทุน ความเชื่อมั่น และความไม่แน่นอน โดยทั้ง 3 ปัจจัยไปใส่ในจีดีพีไทยอาจจะติดลบ แต่เรามีนโยบายการเงิน การคลังในการเข้ามาช่วยพยุง”
ดร.อมรเทพ กล่าวว่า เศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่า อัตราการเติบโตอยู่ที่ 1.7% จากปีก่อนอยู่ที่ 2% โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จะมีความผันผวนและมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ทำให้คนชะลอการใช้จ่าย ไม่กล้าลงทุน โดยในช่วงไตรมาสที่ 1/2569 เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำ และในช่วงไตรมาสที่ 2/2569 พอจะขยับเพิ่มขึ้นบ้าง หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงหลังเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะมีแรงส่งในช่วงครึ่งหลังที่จะมีการเร่งเบิกจ่ายและการลงทุนได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่กังวล คือ กำลังซื้อฐานราก รายได้ภาคเกษตรลดลง ซึ่งต้องระวังปัญหากำลังซื้อระดับล่างลามไประดับกลาง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนั้น รัฐบาลใหม่จะต้องมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ แจกเงิน แต่จะต้องไม่มีภาระระยะยาว รวมถึงต้องเร่งลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพราะปัจจุบันนักลงทุนชะลอการลงทุน เพื่อรอดูนโยบายของภาครัฐ และมาตรการภาคการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวราว 34-35 ล้านคน ถือว่าไม่มาก จึงอยากเห็นมาตรการสนับสนุนมากกว่านี้
“ความเสี่ยงเศรษฐกิจเกิดขึ้นทุกปี แต่เศรษฐกิจโตต่ำทุกปีเฉียด ๆ 2% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายของการลงทุน เพราะทุกคนมองว่าไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านดีกว่า และปัญหาเศรษฐกิจ คือ การเติบโตช้า”
ขณะที่นโยบายการเงิน มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% ต่อปีตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งสวนทางตลาด เนื่องจากการลดดอกเบี้ยจะเป็นการมองไปข้างหน้า (Forward Looking) ที่ใช้ระยะเวลา 6-12 เดือน ซึ่งเศรษฐกิจจะมีความชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี
ดังนั้น อัตราดอกเบี้ย 1.25% ต่อปี ถือว่าอยู่ในระดับ จึงควรเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น และโอกาสใช้มีจำกัด และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้มาตรการอื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) หรือการเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี และการแก้หนี้ เป็นต้น
ส่วนค่าเงินบาท ประเมินว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ แม้ว่าจะมีปัจจัยหนุนในด้านแข็งค่า เช่น การเลือกตั้ง ราคาทองคำปรับตัวสูง ดอลลาร์อ่อนค่า และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดค่าเงินบาทแตะ 31 บาทต่อดอลลาร์ เป็นการเก็งกำไรชั่วคราว เนื่องจากคนกังวลเรื่องของสหรัฐ