Skip to content

‘ทรัมป์’ เขย่าสินทรัพย์โลก นักลงทุนหนีสหรัฐ ‘หุ้น-ทอง-บาท’ ป่วน

24 ม.ค. 2569 | 07:35น.
‘ทรัมป์’ เขย่าสินทรัพย์โลก นักลงทุนหนีสหรัฐ ‘หุ้น-ทอง-บาท’ ป่วน

“ดร.พิพัฒน์ KKP” ชี้นโยบาย America First ของ “ทรัมป์” เขย่า “ระเบียบโลก” จุดชนวนความผันผวนสินทรัพย์ทั่วโลก “หุ้น” ป่วนหนัก “ทอง” ทะยาน “ค่าบาท” แข็งโป๊ก “ค้าเงินกรุงศรี” ชี้บาทแข็ง-ผันผวนหนักตั้งแต่ต้นปี-ไตรมาสแรก ให้กรอบความผันผวน 2 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้ “ทรัมป์” ป่วนค่าเงิน-หวั่นบาทแข็งหนักถึงระดับ 28 บาท ฟาก “ฟินโนมีนา” ชี้เงินโลกหนีสหรัฐ หุ้นเอเชียเด่น AI-คอมโมดิตี้นำ ทองคำมีลุ้นแตะ 5,400 ดอลลาร์

สหรัฐยังทำโลกป่วนไม่หยุด

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกในปัจจุบัน ยังคงเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ไม่มีระเบียบโลกแบบเดิมอีกต่อไป แตกต่างจากในอดีตที่ยังมี World Order ซึ่งยึดโยงกับกติกาสากล ความเชื่อในโลกาภิวัตน์ และระบบการค้าเสรีระหว่างประเทศ

ปัจจุบันระเบียบโลกแบบ Rule-based World Order ถูกบั่นทอนลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ลดบทบาทและความสำคัญของสถาบันพหุภาคีระหว่างประเทศ เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเคยเป็นกลไกหลักของระบบกติกาโลก และหันไปดำเนินนโยบายการเจรจาแบบทวิภาคี (Bilateral) บนพื้นฐานของผลประโยชน์เชิงธุรกรรมเป็นหลัก

“ทรัมป์” เดิน 5 ยุทธศาสตร์

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่ “ทรัมป์” ทำเป็นการดำเนินตาม National Security Strategy ที่ประกาศออกมาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีกรอบใหญ่ 5 เรื่อง และในปัจจุบันดูเหมือนทรัมป์จะเล่นตามกรอบนี้ทั้งหมด คือ 1.Border Control หรือการปกป้องพรมแดนประเทศตนเอง ทั้งเรื่องผู้อพยพและยาเสพติด ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาการค้ายาเสพติด (Drug Trafficking)

2.Western Hemisphere หรือการย้ำว่าสหรัฐต้องการรักษาอิทธิพลเหนือทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ โดยไม่ต้องการให้ประเทศอื่น เช่น รัสเซีย หรือจีน เข้ามามีบทบาท อย่างกรณีเวเนซุเอลา ซึ่งเมื่อสหรัฐดำเนินปฏิบัติการกดดัน ก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องถอยออกมาในระดับหนึ่ง

3.การใช้ Economic and Industrial Supremacy การนำนโยบายเศรษฐกิจและการค้ามาเป็นเครื่องมือทางความมั่นคง ซึ่งทรัมป์มองว่า Economic Security คือ International Security 4.Reciprocal Alliances หรือการบังคับให้พันธมิตรต้องร่วมจ่าย ไม่ใช่ให้สหรัฐรับภาระเพียงฝ่ายเดียว และ 5.การแสดงแสนยานุภาพทางทหาร (Military Strength) เพื่อยืนยันศักยภาพทางทหารของสหรัฐ

ทั้งหมดนี้สะท้อนการจัดลำดับความสำคัญบทบาทของสหรัฐในเวทีโลกใหม่ จากเดิมที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการปกป้องพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นใน NATO หรือการตั้งฐานทัพในญี่ปุ่น ไปสู่การเน้นปกป้องขอบเขตใกล้ตัวมากขึ้น และผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ประเทศพันธมิตรรับผิดชอบเอง

“Sell America” เขย่าสินทรัพย์

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับผลกระทบด้านการค้าและการลงทุนจากกระแส Sell America จะทำให้เงินทุนไหลไปยังพื้นที่ที่มีการเติบโตสูง ซึ่งปัจจุบันคือเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือจีน ที่ได้อานิสงส์จากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และการลงทุนของโลก อย่างไรก็ตาม กระแสดังกล่าวไม่น่าจะยืนยาว เพราะสุดท้ายเงินจะไหลไปหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด

แต่สินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือ ทองคำ อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงบ้าง แต่ยังไม่น่าถึงขั้นล่มสลาย เนื่องจากยังไม่มีสกุลเงินใดมาแทนดอลลาร์ได้อย่างแท้จริง ทั้งเยน ยูโร หรือสกุลเงินอื่น ๆ

สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่ามีส่วนมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์จากกระแส Sell America แต่ในระยะต่อไป หากเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตดี เงินเฟ้อไม่ลดลง และธนาคารกลางสหรัฐไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ ในขณะที่ประเทศอื่นเข้าสู่วงจรดอกเบี้ยขาลง ดอลลาร์ก็อาจกลับมาแข็งค่าได้อีก

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและพฤติกรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ หากมีการดำเนินนโยบายสุดโต่ง เช่น แทรกแซงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือใช้กำลังทางทหาร ดอลลาร์อ่อนค่าแน่นอน แต่หากเป็นเพียงการขู่โดยไม่ลงมือจริง สถานการณ์ก็ยังพอประคองได้”

คำพูด “ทรัมป์” เอฟเฟ็กต์ตลาดหุ้น

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ระบุว่า เพียงพูดประโยคเดียวจากประธานาธิบดีทรัมป์ที่พูดว่า “ผมจะไม่ส่งทหารยึด Greenland” ก็ทำให้ตลาดหุ้น Dow Jones เพิ่มจาก 48,500 เป็น 49,200 จุด หรือ +700 จุด ระหว่างวัน และเมื่อทรัมป์พูดว่า “ผมไม่ขึ้นภาษี Tariffs กับยุโรปแล้” ก็ทำให้หุ้นบวกขึ้นอีกกว่า 1,000 จุด

บาทแข็ง-ผันผวนหนักตั้งแต่ต้นปี

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า นับจากต้นปี 2569 ค่าเงินบาทผันผวนสูง โดยมีแรงเทขายสินทรัพย์สหรัฐ ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า และราคาทองคำทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าไปแตะระดับ 30.89 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแล แต่ภายหลังจากทรัมป์ ผ่อนปรนการเก็บภาษีในกลุ่มยุโรป ส่งผลให้ราคาทองคำย่อลง เงินบาทก็อ่อนค่าลงบ้าง

มองไประยะข้างหน้า นโยบายภาษีทรัมป์จะยังอยู่ แต่สถานการณ์พลิกไปพลิกมาได้ โดยให้กรอบค่าเงินบาทภายในไตรมาส 1 นี้ ที่ 30.75-32.75 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างไตรมาสให้กรอบการเคลื่อนไหว 2 บาท เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ซึ่งหากตลาดหันกลับมาพิจารณาเรื่องของนโยบายการเงินของเฟด ส่งผลให้ตลาดผันผวน แต่ค่าเงินบาทอ่อนค่าเยอะอาจจะยาก เนื่องจากเงินบาทยังเคลื่อนไหวตามราคาทองและดอลลาร์ โดยกรอบสิ้นปี 2569 อยู่ที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์

หวั่นบาทแข็ง 28 บาท/ดอลลาร์

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตอนนี้จะเห็นว่าความผันผวนของตลาดค่อนข้างเยอะ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ นำประเด็นนโยบายภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) มาเชื่อมโยงกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) อย่างไรก็ดี ประเทศในกลุ่มยุโรป และประเทศอื่น ๆ เริ่มมีการต่อต้านกลับ ส่งผลให้ทรัมป์เริ่มถอย

“ความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นใจในสหรัฐ และสินทรัพย์สหรัฐ จึงมีการเทขายสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) สูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า เพราะทุกคนที่ถือไว้เกิดความไม่เชื่อมั่น ดอลลาร์มีทิศทางทยอยอ่อนค่า”

นอกจากนี้ นโยบายการเงินเฟด มีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากทรัมป์ต้องการประธานเฟดคนใหม่ในการปรับลดดอกเบี้ยไปอยู่ที่ระดับ 1% หากกรณีเฟดลดดอกเบี้ยเร็วและแรง ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าไปถึง 10% อาจจะเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าไปแตะระดับ 28-29 บาทต่อดอลลาร์ จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน

เงินหนีสหรัฐ-หุ้นเอเชียรับอานิสงส์

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนโลกในช่วงนี้มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากทิศทางนโยบายและท่าทีของสหรัฐ ที่ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มพิจารณากระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ในสหรัฐมายังภูมิภาคเอเชียมากขึ้น

ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นในฝั่งเอเชีย โดยหากพิจารณาหุ้นเอเชียที่สามารถให้ผลตอบแทนเหนือดัชนี จะพบว่ามีอยู่ 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรก คือหุ้นที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI ซึ่งแตกต่างจากปีที่ผ่านมา ที่การปรับขึ้นของหุ้น AI กระจุกตัวอยู่ในตลาดสหรัฐ เช่น Nvidia, Microsoft, Google และ Amazon

“ปีนี้ หุ้น AI ที่ปรับตัวดีในเอเชียไม่ได้เป็นกลุ่มผู้พัฒนาแพลตฟอร์มโดยตรง แต่เป็นบริษัทในห่วงโซ่การผลิต เช่น SK Hynix และ Samsung ที่ผลิตหน่วยความจำ, Tokyo Electron ของญี่ปุ่นที่ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ และ Taiwan Semiconductor บริษัทที่ผลิตชิปให้กับ Nvidia สะท้อนให้เห็นถึงการย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐที่มีมูลค่าสูงและราคาปรับขึ้นมาแรงแล้ว มาสู่หุ้นที่ราคายังไม่แพง แต่ยังคงอยู่ในธีม AI เดียวกัน”

หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์โตแรง

กลุ่มที่สอง คือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเริ่มจากท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ต่อเวเนซุเอลา และอิหร่าน รวมถึงประเด็นเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้ ทำให้ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงด้านพลังงานและความมั่นคง ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นในวงกว้าง ทั้งทองคำ เงิน แพลทินัม และแพลเลเดียม รวมถึงหุ้นกลุ่มแร่หายาก (Rare Earth)

“จากปัจจัยดังกล่าว ดัชนีหุ้นที่มีสัดส่วนหุ้น Commodity และ Material สูง จึงให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโดยรวม ซึ่งตลาดหุ้นไทยถือว่าอยู่ในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ เนื่องจากมีหุ้นพลังงานและปิโตรเคมีขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบหลัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แข็งแกร่งกว่าหลายประเทศ ท่ามกลางความกังวลเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ”

นายชยนนท์กล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือท่าทีของสหรัฐว่าจะยกระดับความขัดแย้งไปสู่การใช้กำลังทางทหารจริงหรือไม่ หากสถานการณ์ลุกลาม ราคาน้ำมันและหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์อาจปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะหากราคาน้ำมัน WTI สามารถทะลุระดับ 65-66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสะท้อนความกังวลของตลาดต่อความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

ทองคำจ่อทะยาน 5,400 เหรียญ

นายชยนนท์กล่าวอีกว่า เงินทุนที่ออกจากสหรัฐจะไหลเข้าสู่ทองคำในฐานะสกุลเงินสำรองอันดับสองของโลก โดยราคาทองคำในปีนี้มีโอกาสปรับขึ้นไปบริเวณ 5,400 ดอลลาร์ แม้ระยะสั้นอาจมีการย่อตัวบ้าง ส่วนตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังคงน่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นในซัพพลายเชน AI ที่มีราคาถูกกว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ

หุ้น “กลุ่มส่งออก” ลุ้นอานิสงส์

สำหรับตลาดหุ้นไทย นายชยนนท์กล่าวว่า กำลังอยู่ในช่วงรับไม้ต่อ โดยก่อนหน้านี้ดัชนีได้รับแรงพยุงจากหุ้นปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผล 7-8% ต่อปี หากไม่มีหุ้นกลุ่มดังกล่าว ตลาดอาจปรับตัวลงต่ำกว่า 1,200 จุดไปแล้ว นอกจากนี้ สถานการณ์การลงทุนโลกที่มีความผันผวนสูง การปรับขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังช่วยเสริมโมเมนตัมเชิงบวกให้กับตลาด

ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป คือกลุ่มหุ้นที่จะเข้ามารับช่วง หาก ธปท.สามารถดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากเกินไป และค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่า หุ้นส่งออกจะได้รับอานิสงส์ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ดัชนี SET ปรับขึ้นไปในกรอบ 1,350-1,400 จุด อีกทั้งหากหลังวันที่ 8 ก.พ.นี้ โครงสร้างรัฐบาลและรัฐมนตรีเศรษฐกิจหลักเป็นที่ยอมรับของนักลงทุน ก็อาจเกิดแรงหนุนจากปรากฏการณ์ Election Rally ซึ่งในอดีตมักส่งผลให้ตลาดปรับตัวขึ้นต่ออีก 2-3 เดือน แม้จะมีโอกาสเห็นดัชนีทะลุ 1,400 จุด แต่ยังไม่คาดหวังถึงระดับ 1,500 จุด เนื่องจากพื้นฐาน GDP ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เพียงแต่มีโอกาสฟื้นตัวจากการ Underperform มาเป็นเวลานาน

ไม่ถึงเดือนทองพุ่งแล้ว 15%

ข้อมูลจากฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า ปี 2569 นับจากต้นปีมาราคาทองคำโลกทำ All Time High แล้ว 8 ครั้ง สูงสุดที่ 4,967 ดอลลาร์ ผลตอบแทนปรับขึ้นแล้ว 15% ส่วนทองแท่งในประเทศทำ All Time High แล้ว 7 ครั้ง สูงสุดที่ 73,350 บาท ผลตอบแทนปรับขึ้นแล้ว 12.9% (ณ 23 ม.ค. 69)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น ทรัมป์ สินทรัพย์