หลังจากสำนักวิเคราะห์-วิจัยต่าง ๆ มีการประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีพีดี) กันไปแล้ว โดยส่วนใหญ่มองว่า จีดีพีปีนี้ไม่น่าจะโตได้ถึง 2% ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ได้ปรับประมาณการใหม่
โดย นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า สศค.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.2% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.0-2.5%) ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนเมื่อเดือน ต.ค. 2568 ที่คาดโต 2.4% ต่อปี ซึ่งชะลอลงต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัว 2.5% ขณะที่ในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5-2.5%)
“ปีนี้แม้ภาคการส่งออกจะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้ โดยคาดว่ามูลค่าส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ 1.0% เติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางปริมาณการค้าโลก และผลของฐานที่สูงในปี 2568”
ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 3.9% โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านสู่อุปสงค์ภายในประเทศและภาคบริการ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย ประมาณ 35.5 ล้านคน ช่วยหนุนรายได้ภาคบริการให้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.5% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.2% ด้านการบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.3% ส่วนการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะหดตัว 1.7% จากผลของช่วงเปลี่ยนผ่านงบประมาณปี 2570 ซึ่งอาจล่าช้าประมาณ 3 เดือน โดยจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อลดผลกระทบ

“ปีนี้ปัจจัยสนับสนุนหลักยังมาจากภาคการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้น 7% อยู่ที่ประมาณ 35.5 ล้านคน จากปี 2568 ที่มีราว 33 ล้านคน รวมถึงแรงหนุนจากการส่งออกในช่วงต้นปี และการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มดีขึ้น จากคำขอส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่อยู่ในระดับสูง”
นายวินิจกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลกระทบจากความล่าช้าในการบังคับใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งคาดว่าอาจล่าช้าประมาณ 3 เดือน และอาจส่งผลให้การลงทุนภาครัฐชะลอลงในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ สศค.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 จะอยู่ที่ 0.3% ต่อปี ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลประมาณ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.0% ของจีดีพี
“คลังจะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพการคลังอย่างยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ และการใช้จ่ายภาครัฐอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังรองรับความผันผวนในอนาคต และเห็นถึงความจำเป็นในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับนวัตกรรมให้สอดรับห่วงโซ่อุปทานโลก”
ด้าน “วิจัยกรุงศรี” ธนาคารกรุงศรีอยุธยาชี้ว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกทรงตัวที่ระดับ 3.3% ในปี 2569 ท่ามกลางแรงหนุนจากการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี โดยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ การส่งออกของไทยในเดือน ธ.ค. 2568 โตแรง 16.8% หนุนทั้งปี 2568 ขยายตัวเกินคาดที่ 12.9% แต่โมเมนตัมมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569
แม้การส่งออกไทยในปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าคาด แต่แรงส่งดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เนื่องจาก 1.การเติบโตยังกระจุกตัวในบางตลาดและบางกลุ่มสินค้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกไปสหรัฐ (Front-loading) 2.ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมในประเทศ (MPI) ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 หดตัว 1.1% บ่งชี้ว่าได้อานิสงส์จากการเติบโตของส่งออกที่จำกัด
และ 3.แม้การผลิตและการบริโภคในประเทศอ่อนแอ แต่การนำเข้าเร่งตัวขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะสินค้าจากจีนซึ่งขยายตัวกว่า 33.5% สร้างความกังวลประเด็นการสวมสิทธิที่อาจก่อให้เกิดความบิดเบือนต่อตัวเลขการส่งออก
ทั้งนี้ แม้การส่งออกจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในปี 2568 แต่ฐานการเติบโตยังเปราะบางและมีความเสี่ยงที่แรงส่งจากภาคการส่งออกจะชะลอลงในปี 2569 ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าและปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันของหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย