เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

‘ดร.นิเวศน์’ เซียน VI เปิดใจ ทำไมกลับลำ…อยากลงทุนทองคำ

09 ก.พ. 2569 | 09:32น.
Dr. Niwet

Dr. Niwet

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

กระแสทอง “ขาขึ้น” สร้างสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าบางช่วงจะมีการปรับฐานลงบ้าง แต่ก็ทำให้ถนนการลงทุนใน “สินทรัพย์ปลอดภัย” นี้มีคนสนใจอยากเข้ามาเดินตามมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) ผู้มีพอร์ตลงทุนหลายพันล้าน ที่เริ่มหันมามองทองคำว่าเป็นสินทรัพย์ที่ควรมีติดไว้ในพอร์ต หลังจากที่ผ่านมา ปฏิเสธการลงทุนในทองคำมาโดยตลอด

Q : ทำไมอยากลงทุนทองคำจากเดิมที่ไม่สนใจ

มันก็เปลี่ยน ๆ เพราะเริ่มเห็นว่าทองก็มีอะไรที่ดี จุดที่ทำให้เปลี่ยนอาจจะเป็นเพราะว่าโลกมันเปลี่ยนไป แต่ก่อนมันเป็นโลกที่เรียกว่า “Globalized” พยายามเข้ามารวมเป็นหนึ่งเดียว แต่ตอนนี้มันเริ่มแตกกลับไปใหม่ เป็น Deglobalized ตอนสงครามเย็นก็เป็นแบบนี้ จะรบกัน สู้กัน ยึดกัน เสร็จแล้วก็มา Globalized แล้วทุกอย่างก็ดี ตลาดหุ้นดีหมด แต่ตอนนี้พอมาเกิดแบบนี้ เราก็กลัวว่าโลกที่กระจัดกระจายมันอันตรายและไม่ดี เพราะทำให้เศรษฐกิจต่าง ๆ แย่ ถ้าหนักเลยก็กลัวจะเกิดสงครามแบบสมัยก่อน เป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นผันผวนหนักมาก

ก็ทำให้ราคาทองขึ้นแรง ซึ่งยังไม่เคยปรากฏ เราก็เลยมานึกดู พอถึงจุดหนึ่งอาจจะต้องคิดเพื่อความปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะกับภัยที่ร้ายแรงระดับเกิดสงครามใหญ่ ความเสี่ยงตรงนี้มันไม่สามารถป้องกันได้ โดยพวกหุ้นหรือพันธบัตร รวมถึงเงินยิ่งหนัก เพราะถ้าเกิดเงินเฟ้อ ประเทศล้มเหลว หรือเกิดสถานการณ์รุนแรง มันป้องกันไม่ได้ แต่ทองเป็นตัวที่ป้องกันได้ เพราะจริง ๆ ราคาก็ขึ้นด้วย เป็นตัวที่ชดเชยได้ ว่าถ้าทุกอย่างล่มสลายหมดทองก็ยังอยู่

Q : ราคาขึ้นเยอะเพราะมีการเก็งกำไรหรือเปล่า

ก็เก็งกำไร แต่เกิดเฉพาะตอนสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งเราไม่คิดจะซื้อทองมาเพื่อเก็งกำไร หรือเพียงเพราะให้ผลตอบแทนดี ๆ แบบหุ้น ถ้าเราจะซื้อทองคือเก็บเอาไว้ เผื่อว่ามีอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้นก็ยังมีตรงนี้อยู่ ซึ่งก้อนนี้มันมีเหลือพอให้เราอยู่สบายต่อไป เพราะเราก็มีทรัพย์สินอื่นเยอะอยู่แล้ว

Q : แปลว่าจะกระจายพอร์ตการลงทุนมากขึ้น

ตอนนี้ยัง แค่คิดเผื่อไว้ ถ้าวันหนึ่งราคาทองปรับลงมา ตอนทองขึ้นเราไม่เอาหรอก แต่เราเตรียมตัวแล้ว ว่าถ้าผ่านรอบนี้ไป ทองมันเริ่มคูลดาวน์ เริ่มตกลงมาอยู่ในราคาที่มีเหตุผลหน่อย เราอาจจะพิจารณาเข้าไปเก็บทองเข้าพอร์ต สักไม่เกิน 5% คือจริง ๆ 2-3% ก็อาจจะพอ เพื่อป้องกันเวลาเกิดอะไรรุนแรง เรายังมีเงินเหลือพอที่จะใช้ชีวิตที่ค่อนข้างดีได้

Q : ราคาที่สมเหตุสมผลคือระดับไหน

มันไม่มีราคาที่สมเหตุสมผล เพราะราคาทองมันไม่มีพื้นฐานอยู่แล้ว ไม่มีพื้นฐานทางธุรกิจที่จะซัพพอร์ตว่าราคาควรจะเป็นเท่าไหร่ ถ้าหุ้นเราบอกได้เลย เพราะสามารถคำนวณและประเมินได้ว่าราคาควรจะเป็นเท่าไหร่ แต่ทองมันไม่มี แต่มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เป็นสิ่งที่มีค่าในสายตาของคนทั้งโลก เพราะฉะนั้น จะเข้าซื้อก็ต่อเมื่อคนทั้งโลกไม่ได้กำลังบ้าแห่กันเข้ามา ถ้าแบบตอนนี้ผมไม่ซื้อหรอก ถ้าทองเริ่มไม่เป็นที่พูดถึงกันแล้ว ลงมาในระดับที่คนบอกว่าไม่เอาแล้ว ทองไม่น่าสนใจแล้ว ข่าวก็หมด ทุกวันนี้ข่าวมันมีทุกวัน มีขึ้นลง แสดงให้เห็นว่ายังร้อนแรงเกินไป ต้องรอให้คนเลิกพูดกันแล้ว เริ่มรู้สึกว่าทองคำก็เป็นทรัพย์สินหนึ่งที่ลงทุนได้

ถ้าถึงวันนั้นเราถึงจะเข้าซื้อ ค่อย ๆ เก็บ ไม่รีบ เราเผื่อไว้เท่านั้นเอง ไม่คิดว่าจะซื้อเพื่อกำไรดี หรือให้ผลตอบแทนในพอร์ตดี เพราะเราซื้อไม่ถึง 5% จะกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ มันก็ไม่กระทบกับพอร์ตหรอก แต่มันเป็นตัวช่วยให้เราอุ่นใจขึ้นมา ต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนใจนิดหน่อย ว่าทองก็น่าเฝ้าดูเหมือนกัน สมัยก่อนผมไม่ค่อยสนใจเลย เพราะมันเป็นอะไรที่เราประเมินไม่ได้

Q : ถ้าลงทุนจะลงทุนแบบไหน

ก็ต้องเป็นทองคำแท่ง เพราะถ้าเป็นทองอย่างอื่น เป็นทองกระดาษ ทองดิจิทัล พอเกิดสงครามขึ้นมามันก็อาจสูญเปล่า เพราะบริษัทที่ทำก็โดนบอมบ์ มันไม่มีแล้ว คุณก็ไปขึ้นทองมาไม่ได้ คิดว่าควรลงทุนระยะยาว ถือเก็บยาว ถ้าไม่มีอะไรก็ปล่อยมันไว้แบบนั้นไปเรื่อย ๆ เหมือนกับเป็นการซื้อประกัน แต่เป็นการซื้อประกันโดยที่ไม่ต้องมีต้นทุนอะไร เพราะทองมันก็ขึ้นไปเรื่อย ๆ เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าซื้อประกันแล้วเงินหาย ทองมีค่าอยู่เสมอ ก็คือซื้อทิ้งเอาไว้เฉย ๆ

Q : สนใจ Silver ไหมคล้ายกับทอง

ไม่เอา ขนาดทองยังมีปัญหาอยู่แล้ว ถ้าเราซื้อมาก ๆ เราหาที่เก็บไม่ได้ เพราะทองไม่ได้มีค่าเยอะแบบหุ้น ซื้อมาไม่กี่ตัน ก็ไม่มีที่เก็บแล้วและอันตรายด้วย ต้องจัดเก็บในตู้นิรภัยของแบงก์ ซึ่งตู้นิรภัยมันก็เล็ก ไม่ได้ใหญ่พอที่จะเก็บทองเยอะ ๆ ก็เป็นปัญหาเหมือนกันกับการเก็บรักษา แม้ต้นทุนจะต่ำ

Q : ปีนี้จัดพอร์ตหรือมีกลยุทธ์ลงทุนยังไง

ยังเป็นแบบเดิมอยู่ แต่รอที่จะจัดพอร์ตแบบ 3 ขา โดยแบ่งเป็น หุ้นเวียดนาม 33% หุ้นไทย 33% และหุ้นโลก 33% แต่ตอนนี้ยังรออยู่ ยังจัดไม่ลงตัว เนื่องจากว่าหุ้นโลกเรายังไม่ได้เข้าไปลงทุน ผมคิดมาประมาณ 1-2 ปีแล้ว แต่ยังทำไม่ได้ ปีนี้ก็รอไปอีกว่าจะมีจังหวะปรับพอร์ตได้ตามที่เราต้องการ เป็นพอร์ตระยะยาวที่มี 3 ขา ตอนนี้ยังมี 2 ขาอยู่

Q : ปีที่แล้วพอร์ตลงทุนของ ดร.เป็นอย่างไร

ผลตอบแทนปีที่แล้วนี่แย่เลย ผลตอบแทนเท่ากับตลาด ก็คือลบประมาณ 10% (รวมกับเวียดนามแล้ว) เป็นปีที่เลวร้ายมาก เพราะเราชนะตลาดมาโดยตลอด หวังว่าปีนี้จะดีขึ้น แต่ก็ไม่รู้ เพราะหลัง ๆ แค่เอาชนะตลาดก็ยากแล้ว จะหวังที่ได้จริง 15-20% คงยาก พักหลังลงทุนยากขึ้นเยอะ ก็เลยอาจจะต้องเพิ่มน่านน้ำ แต่เราก็มีข้อด้อย เพราะเราไม่ค่อยรู้จัก ต้องไปหาวิธีการ ว่าแต่ละที่จะลงทุนอย่างไร และใช้กลยุทธ์การลงทุนอะไร

Q : แบ่งพอร์ตเป็น 3 ขาจะเริ่มเมื่อไหร่

ตอนนี้มี 2 ขาแล้ว และมีเงินสดอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ลง ซึ่งขาที่ 3 จะเน้นไปที่หุ้นโลกระดับท็อป ๆ จากเดิมที่คิดว่าจะลงผ่าน DR (ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ) ก็คิดใหม่แล้ว อาจจะซื้อกองทุนไปเลย ก็ได้สิทธิประโยชน์เหมือนกัน คือไม่เสียภาษีเหมือนกัน ไม่ต้องบริหารจัดการเองด้วย เพราะดูแล้วมันไม่ง่าย เดิมทีคิดจะลง DR แต่พักหลังเริ่มมานั่งคิดดู อาจจะไม่ไหว อาจจะเปลี่ยนเป็นกองทุนไป ทั้งหมดนี้ต้องมาดูอีกที ตอนนี้แนวโน้มอาจจะเป็นกองทุนมากกว่า ดูแล้วที่ทำ ๆ เอง แต่ตอนนี้ตลาดเก่งมาก ดัชนีหุ้นดีมาก ไม่รู้จะลงทุนเองทำไม

ส่วนตลาดหุ้นไทยตอนนี้ก็ลำบาก ลงทุนเองก็ไม่ได้ผลประโยชน์อะไร หลัง ๆ หุ้นที่ขึ้นไม่ใช่หุ้นที่เราซื้อหรอก มันเป็นหุ้นแบบเก็งกำไร ช่วงนี้ใช้หลัก VI ก็ไม่ค่อยได้อะไร เพราะหุ้น VI ไม่ค่อยขึ้น หุ้นที่ขึ้นเป็นหุ้นที่คนอื่นเล่นกัน ตัวเดียวสามารถแบกทั้งตลาดได้ หุ้นเวียดนามก็เป็นเหมือนกัน

รวมถึงประเทศอื่น ๆ อย่างพวกหุ้น 7 นางฟ้า สำหรับเรามันคือหุ้นเก็งกำไร ถ้าคุณไม่มี คุณก็แพ้ ช่วงนี้เลยไม่อยากพูดเรื่อง VI มาก เพราะไม่เวิร์กแบบที่เคยเป็น