เอกนิติ คาดเศรษฐกิจปี’68 โตเกิน 2.2% เร่งมาตรการฟื้นจีดีพีปี’69 โต 3% พลัส
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เอกนิติมั่นใจเศรษฐกิจไทยปี 2568 โตเกินคาด 2.2% จากแรงหนุนมาตรการรัฐ-การลงทุนเอกชน เดินหน้าเร่งฟื้นเศรษฐกิจปี 2569 ตั้งเป้าโต 3% พลัส แม้เผชิญช่วงรอยต่อการเมือง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 คาดว่าจะขยายตัวได้มากกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดไว้ที่ 1.8%
จากเดิมที่เคยคาดไว้เพียง 0.3% สำหรับทั้งปี 2568 คาดว่าสามารถขยายตัวได้มากกว่าประมาณ 2.2%
โดยส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมา ทั้งโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”, โครงการเที่ยวดีมีคืน ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมถึงการขอความร่วมมือให้หน่วยงานราชการที่มักจัดสัมมนาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ
ทั้งนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการต้องรอการแถลงจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในวันจันทร์ที่ 16 ก.พ.นี้
ด้านแนวโน้มจีดีพีปี 2569 นายเอกนิติกล่าวว่า เป้าหมายการเติบโตอาจอยู่ในระดับ 3% พลัส แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัด เนื่องจากรัฐบาลอยู่ในช่วงรอรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สามารถดำเนินการต่อได้ คือการขับเคลื่อนโครงการที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วก่อนการยุบสภา ซึ่งไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ ในช่วงรอยต่อของรัฐบาลซึ่งยังไม่สามารถออกนโยบายใหม่ได้ รัฐบาลจะมุ่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการผลักดันการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีโครงการที่พร้อมลงทุนในประเทศไทยจำนวน 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาท และมีการประเมินว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 9% ซึ่งถือว่าเยอะมาก เหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่อได้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกหนี้และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผ่านโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และโครงการ “SME Credit Boost” ซึ่งเป็นมาตรการเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยได้แจ้งไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
“ได้หารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับโครงการ SME Credit Boost ซึ่งใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) โดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและพยุงการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอีให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้”
นอกจากนี้ ยังมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนผ่านบีโอไอ รวมถึงงบฯลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งคาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้ในระดับหนึ่ง โดยรัฐบาลพยายามผลักดันให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” ครอบคลุมทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์