เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กรมการแพทย์ย้ำดูแลผู้สูงอายุด้วยความเข้าใจ
Biz Movement กรมการแพทย์ย้ำดูแลผู้สูงอายุด้วยความเข้าใจ
“เคาะค่าเหยียบแผ่นดิน” 450 บาท หวังโกย 8 พันล้าน ททท. ลุยดันต่างชาติทะลุ 33 ล้านคน
Biz Movement “เคาะค่าเหยียบแผ่นดิน” 450 บาท หวังโกย 8 พันล้าน ททท. ลุยดันต่างชาติทะลุ 33 ล้านคน
รัฐบาลดึง ‘เนเน่’ แขกพิเศษ นายกฯ โชว์พลังเสียงต้อนรับ 400 ผู้นำการเงินโลก
Politics รัฐบาลดึง ‘เนเน่’ แขกพิเศษ นายกฯ โชว์พลังเสียงต้อนรับ 400 ผู้นำการเงินโลก
Thai PBS เกิดขึ้นได้อย่างไร? ย้อนที่มาจาก ‘ทีวีเสรี’ สู่ ‘สื่อสาธารณะ’
Politics Thai PBS เกิดขึ้นได้อย่างไร? ย้อนที่มาจาก ‘ทีวีเสรี’ สู่ ‘สื่อสาธารณะ’
ICONPHUKET จุดพลุค้าปลีกภูเก็ต ปักหมุดบนแผนที่โลก จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์แห่งใหม่
Real Estate ICONPHUKET จุดพลุค้าปลีกภูเก็ต ปักหมุดบนแผนที่โลก จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์แห่งใหม่
ขับรถลุยน้ำท่วม ทำป้ายทะเบียนหาย ขนส่งฯ อัปเดตขั้นตอนล่าสุด ไม่ต้องใช้เล่มจริง
News ขับรถลุยน้ำท่วม ทำป้ายทะเบียนหาย ขนส่งฯ อัปเดตขั้นตอนล่าสุด ไม่ต้องใช้เล่มจริง
มหกรรมบ้าน-คอนโด #50 ตั้งเป้า 1 หมื่นล้าน ชี้นาทีทอง ซื้อก่อนต้นทุนใหม่พุ่ง
Real Estate มหกรรมบ้าน-คอนโด #50 ตั้งเป้า 1 หมื่นล้าน ชี้นาทีทอง ซื้อก่อนต้นทุนใหม่พุ่ง
‘โนเบลฟิสิกส์ 2026’ ผลงานค้นพบนิวทริโนพลังงานสูงสุด ผ่านหอดูดาวนิวทริโน IceCube
News ‘โนเบลฟิสิกส์ 2026’ ผลงานค้นพบนิวทริโนพลังงานสูงสุด ผ่านหอดูดาวนิวทริโน IceCube
‘ธนาคารโลก’ ปรับขึ้น GDP ไทยโต 2.0 % บูมส่งออกเทคฯขั้นสูง AI-หวั่นเอลนีโญฉุด
World ‘ธนาคารโลก’ ปรับขึ้น GDP ไทยโต 2.0 % บูมส่งออกเทคฯขั้นสูง AI-หวั่นเอลนีโญฉุด
ราคาทองวันนี้ (6 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (6 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
ดูทั้งหมด

ผวาต่างชาติเบรกลงทุน ‘ทรัมป์’ เขย่าภาษีใหม่-ส่งออกผันผวน

25 ก.พ. 2569 | 07:36น.
อัทธ์ พิศาลวานิช-สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์-อมรเทพ-จาวะลา-ธนากร เกษตรสุวรรณ

วิกฤตการค้าโลกระลอกใหม่ ทรัมป์เตรียมงัดชุดมาตรการภาษีอื่น ๆ มาทดแทน Reciprocal Tariffs หลังโดนศาลสูงตัดสิน “ไม่มีอำนาจ” ภาคธุรกิจ-นักลงทุนผวาความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น จับตาผลกระทบ FDI ที่มีแผนย้ายฐานผลิตเข้าไทยเข้าสู่โหมด “Wait & See” รอความชัดเจน ต้องเริ่มต้นเจรจากับสหรัฐใหม่ ผู้ประกอบการชี้แผนกระจายซัพพลายเชน ส่งผลกระทบ “ต้นทุน” พุ่ง หวั่นการค้าโลกหดตัว ดร.อมรเทพ-CIMB เผยปี 2569 อาจเป็นปีที่การค้าโลกผันผวนที่สุด กสิกรไทยฯชี้มีเวลาสบายใจแค่ 5 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลายเป็นข่าวช็อกโลกเมื่อศาลฎีกาสหรัฐ มีมติ 6-3 ตัดสินว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ไม่มีอำนาจ” ใช้กฎหมาย IEEPA ขึ้นภาษีศุลกากรแบบครอบคลุม เพราะอำนาจการจัดเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส ผลการตัดสินดังกล่าว คือ จุดเริ่มต้นของ “ความไม่แน่นอน” ระลอกใหม่ที่ประเทศไทยต้องตั้งรับให้ดี

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภายหลังคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐ จะทำให้สหรัฐไม่สามารถใช้นโยบายภาษี Reciprocal Tariffs ได้ แต่ยังมีกฎหมายมาตรการอื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น มาตรา 122 ที่สามารถขึ้นภาษีได้ 15% ทุกประเทศภายใน 150 วัน และแม้ครบกำหนด 150 วันแล้ว ทรัมป์ก็ยังสามารถขอต่อไปได้อีก รวมทั้งยังมีมาตรา 301 ซึ่งเคยเรียกเก็บภาษีจีนมาแล้วในปี 2561-2562 ภายใต้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของประธานาธิบดี ซึ่งมีข้อมูลที่แต่ละประเทศมีความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐอยู่แล้ว

ดังนั้น ทรัมป์สามารถนำมาตรา 301 มาเจรจาอัตราภาษีเป็นรายประเทศได้ เช่นเดียวกับไทยที่สามารถเจรจาภาษีอัตราใหม่ได้

หวั่น FDI ทั่วโลกชะงัก

ดร.อมรเทพกล่าวว่า นอกจากนี้ ทำให้เกรงว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะชะลอตัว นักลงทุนขวัญเสียกับ “สุญญากาศทางกฎหมาย” และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับไทยไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่คือ “ความไม่แน่นอน” จากที่นักลงทุนต่างชาติที่จะย้ายฐานจากจีนมาไทยเพื่อหนีภาษี อาจเริ่ม “Wait and See” เพราะไม่รู้ว่ากติกาการค้าสหรัฐ ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

“ตอนนี้ทรัมป์สามารถใช้มาตรา 122 เรียกเก็บภาษี 15% ทุกประเทศ แต่ในช่วงระหว่างรอคำสั่งศาลตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีที่แล้ว เชื่อว่าหลังบ้านของทรัมป์คงทำงานหนัก เพื่อหาช่องทางการใช้มาตรการภาษี และหากสหรัฐเอามาตรา 301 มาใช้จริงก็คงต้องมีการเจรจาอีกจะกระทบการลงทุนของไทย ซึ่งเป็นตัวเดียวที่เร่งเศรษฐกิจจริงเพราะนักลงทุนทั่วโลกจะ Wait & See”

เมื่อไม่มีความชัดเจน FDI ก็ชะลอตัว ซึ่งจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่สินค้าจีนทะลักไทยมากขึ้น เพราะเมื่อสหรัฐสั่งระงับภาษี IEEPA แต่ภาษีรายสินค้า (Section 301) ที่เล่นงานจีนยังอยู่ครบ จีนยังส่งออกไปสหรัฐลำบากเหมือนเดิม ผลคือสินค้าจีนจะยิ่งพุ่งเป้ามาที่ตลาดอาเซียนรวมถึงไทย ผู้ประกอบการไทยต้องรับศึกหนักจากสินค้าจีนราคาถูกที่จะเข้ามาดัมพ์ตลาดจนอาจสู้ราคาไม่ไหว

และหากสหรัฐมีการใช้มาตรา 301 ถาวร เอสเอ็มอีจะยิ่งถูกซ้ำเติม และภาคส่งออกของไทยเริ่มถูกกระทบ แม้ว่าไตรมาส 1/69 จะดีอยู่จาก Front Load เร่งนำเข้าของสหรัฐที่ผ่านมา แต่ครึ่งหลังจะเริ่มแผ่วและทั้งปีคาดว่าจะหดตัว -2.2%

ความสงบก่อนพายุใหญ่

ดร.อมรเทพกล่าวว่า ทางออกของความไม่แน่นอนระหว่างนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งทำใน 2-3 ด้าน คือ 1.เดินหน้าเร่งเจรจากับสหรัฐ สิ่งที่สัญญาและตกลงไว้ จะนำเข้าสินค้าตัวไหน ควรดำเนินการต่อเนื่อง เพราะไม่เช่นนั้น สหรัฐสามารถใช้มาตรการอื่น ๆ กับไทยได้ 2.รัฐบาลควรเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) ในหลากหลายประเทศ ในระหว่างที่ทุกประเทศกำลังชุลมุนกับภาษีของสหรัฐ เพื่อเร่งหาตลาดใหม่และเปิดตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐได้

และ 3.เร่งผลิตสินค้าที่มีความต้องการ เพื่อก่อให้เกิดการลงทุนดีขึ้น เช่น สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หรือ AI ซึ่งสอดคล้องกับวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังมา จะเป็นโอกาสของไทยมากขึ้น

ดร.อมรเทพระบุว่า ชัยชนะในศาลฎีกาครั้งนี้อาจเป็นเพียง “ความสงบก่อนพายุใหญ่” และความพยายามของทรัมป์ที่จะลากเรื่องนี้เข้าสู่เกมการเมืองในสภา อาจทำให้ปี 2026 เป็นปีที่การค้าโลกผันผวนที่สุด

เร่งเจรจาหาดีลที่ดีที่สุด

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตอนนี้ไทยได้รับอัตราภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ 15% จากเดิม 19% ถือว่าไทยได้เปรียบ แต่มีเวลาสบายใจแค่ 4-5 เดือน เพราะทรัมป์ได้ประกาศว่าจะดำเนินการเรื่องภาษีต่อ โดยใช้มาตราอื่น ๆ เช่น มาตรา 232 ที่สามารถเรียกเก็บเป็นรายอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมามีประกาศไปแล้ว เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และกำลังเพิ่มในเรื่องของยา เวชภัณฑ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 301 แม้ว่าจะใช้เวลาในการนำมาบังคับใช้ เพราะต้องขอข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ แต่หากทรัมป์ใช้มาตรา 301 อัตราภาษีแต่ละประเทศจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับข้อมูลความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐ จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม เพราะเป็นการเจรจารายประเทศ

“แม้วันนี้ไทยจะได้รับภาษี 15% ซึ่งต่ำกว่าเดิม แต่การเจรจาภาษีเพื่อหาดีลที่ดีที่สุด จะต้องทำต่อเนื่อง ควรทำตามข้อตกลงที่เจรจาสัญญาไว้ เช่น การเปิดตลาดเกษตรให้กับสหรัฐ ควรดำเนินการต่อ เพื่อลดความเสี่ยงที่ทรัมป์อาจจะขึ้นภาษีไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงไทยต้องเร่งการเจรจาข้อตกลงเสรีการค้า (FTA) กับประเทศอื่นควบคู่ด้วย เพื่อหาตลาดใหม่ในการส่งออกและรองรับความผันผวนในอนาคต”

จับตาต้นทุนการค้าโลกพุ่ง

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีคำวินิจฉัยศาลสูงสหรัฐและทิศทางมาตรการภาษีนำเข้า ในภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสูง แม้คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐจะจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารบางส่วน แต่ในทางปฏิบัติ ประธานาธิบดียังสามารถใช้กฎหมายการค้าอื่น เช่น Section 232 หรือ Section 301 ดำเนินมาตรการภาษีได้ ภายใต้บริบทนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ยังคงเป็นไปได้สูง

หากมองผลกระทบในเรื่องนี้ คือ “ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย” ยังคงอยู่ ผู้นำเข้าและผู้ซื้อสหรัฐมีแนวโน้มชะลอคำสั่งซื้อระยะยาว และห่วงโซ่อุปทานโลกยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ผลกระทบต่อการค้าโลก แนวโน้มการแบ่งแยก กระจายตัวของซัพพลายเชนชัดเจนขึ้น ทำให้ต้นทุนระบบการค้าสูงขึ้นทั่วโลก ขณะที่หากมีการขึ้นภาษี 10-15% ในวงกว้าง อาจกดดันเงินเฟ้อสหรัฐ ความไม่แน่นอนอาจทำให้เฟดชะลอการลดดอกเบี้ย เสี่ยงต่อกำลังซื้อลดลงในตลาดสหรัฐ การค้าโลกยังอยู่ในภาวะ Uncertain Risk ต่อเนื่อง

ทิศทางส่งออก “ผันผวน” สูง

นายธนากรกล่าวว่า กลุ่มสินค้าไทยที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งตลาดสหรัฐสูงและแข่งขันกับจีน เวียดนาม เม็กซิโก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน อาหารแปรรูป ยางล้อ/ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ/รองเท้า หากเป็นภาษีแบบ Broad-based 10-15% ไทยจะถูกเก็บในอัตราใกล้เคียงคู่แข่ง ทำให้ความได้เปรียบด้านภาษีไม่ใช่ปัจจัยหลักอีกต่อไป การแข่งขันจะย้ายไปที่ ต้นทุนรวม, โลจิสติกส์ และความน่าเชื่อถือของซัพพลาย

แนวโน้มระยะสั้น (เช่น 150 วันแรก) อัตราภาษีใหม่ 15% ต่ำกว่าฐานเดิมบางรายการที่เคยถูกเก็บอาจเกิด Front Loading คือ ผู้นำเข้าสหรัฐเร่งนำเข้า อาจเกิดปัญหาระวางเรืออาจตึงตัวช่วงสั้น ค่าระวางมีโอกาสปรับขึ้นจาก Demand ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังสูงหลังครบช่วงผ่อนผัน และมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐจะใช้มาตรการรูปแบบอื่นต่อ

“แม้คำตัดสินศาลจะเป็นสัญญาณด้านหลักนิติธรรม แต่ทิศทางการค้าโลกยังไม่กลับสู่ภาวะเสถียร ผู้ประกอบการไทยต้องบริหารความไม่แน่นอนเป็นโจทย์หลัก ไม่ใช่เพียงบริหารต้นทุน แต่ต้องบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง การส่งออกไทยในปีถัดไปอาจมีความผันผวนสูง ช่วงสั้นอาจเห็นแรงเร่งนำเข้า แต่ภาพรวมยังเป็นภาวะที่ต้องระมัดระวังมากกว่ามองบวก”

นายธนากรกล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกไทยที่ต้องจับตา 1.ค่าเงินบาท หากแข็งค่าเร็วจะกระทบส่วนต่างกำไรทันที 2.ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ 3.ค่าระวางเรือ และความเพียงพอของเรือ 4.ราคาพลังงาน 5.มาตรการตอบโต้ทางการค้าของประเทศคู่ค้า 6.กฎระเบียบใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม/ESG/Carbon

การค้าโลกขยายตัวแค่ 0.5%

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวกับ ็ประชาชาติธุรกิจิ ว่า แม้ว่าศาลฎีกาสหรัฐยกเลิกภาษีตอบโต้ของทรัมป์ แต่ทรัมป์หันไปใช้กฎหมายอื่นมาแทน ได้แก่ กฎหมาย Smoot-Hawley (1930) หรือ Tariff Act รวมทั้ง กม.อื่น ๆ เช่น Trade Expansion Act และ Trade Act ซึ่งจะถูกนำมาใช้แทนกฎหมาย IEEPA

โดยในปี 2569 คาดว่ามูลค่าการค้าโลกอยู่ที่ 35.2 ล้านล้านเหรียญ คาดขยายตัว 1% ลดลงจากปี 2568 ที่ขยายตัว 7% แต่จากผลการตัดสินศาลฎีกาสหรัฐ คาดว่าจะทำให้การค้าโลกขยายตัวเพียง 0.5% ทำให้มูลค่าการค้าโลกปีนี้อยู่ที่ 35.02 ล้านล้านเหรียญ

ดร.อัทธ์กล่าวว่า หลังจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐ มองว่าค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มผันผวนสูง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

ทิศทางของเงินบาทว่าจะ “แข็งค่า” หรือ “อ่อนค่า” ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะนโยบายอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ หากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คงดอกเบี้ยในระดับสูงหรือส่งสัญญาณเข้มงวด ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าตาม และเป็นผลบวกต่อผู้ส่งออกไทยในระยะสั้น

5 โจทย์ช่วยพยุงส่งออก

ดร.อัทธ์กล่าวว่า ในทางกลับกัน หาก Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ค่าเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่า ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ ดังนั้น ทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพค่าเงินและภาคการส่งออกของไทย

ขณะที่ข้อเสนอแนะต่อการส่งออกไทย คือ 1.เร่งเจรจาภาษีกับรัฐบาลทรัมป์ด่วน เพราะไทยเสียเปรียบที่ยังไม่ได้ข้อสรุปดีลการค้ากับสหรัฐ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน 2.เร่งหาโอกาสทำ FTA กับประเทศที่ไทยไม่มี เช่น FTA ยุโรปกับอินเดีย 3.ปรับรูปแบบการทำตลาดใหม่ เพื่อกระจายสินค้าไทยไปยังตลาดอื่น ๆ 4.เข้าร่วมเพื่อหาโอกาสกับกลุ่มการค้าใหม่ เช่น BRICS 5.ร่วมมือกับสหรัฐ เพื่อจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าส่งออกไปสหรัฐ

เร่งรัฐบาลตั้ง ครม.ดันงบฯปี’70

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สำหรับการส่งออกรถจักรยานยนต์ของไทยไปตลาดสหรัฐ ซึ่งตลาดส่งออกเป็นอันดับ 1 ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 17-18% ของการส่งออกไปตลาดโลก มองว่าในช่วง 150 วัน ในการบังคับกฎหมายมาตรา 122 ของสหรัฐ การส่งออกของไทยยังคงแข่งขันและส่งออกไปได้ แต่เพียงต้องติดตามปัจจัยเรื่องของค่าเงินบาทที่อาจจะมีผลต่อราคา รวมไปถึงคู่แข่งที่มีสินค้าเดียวกันที่ทดแทนได้จะเป็นแรงกดดันในตลาด

“ยังเชื่อศักยภาพและการแข่งขันของประเทศไทย ว่าการส่งออกสินค้าไปในตลาดโลก ตลาดสหรัฐยังเติบโตไปได้ แต่สิ่งที่น่าห่วงหลัง 150 วัน สหรัฐจะมีมาตรการอะไรออกมาเพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนประกอบ”

อย่างไรก็ดี ก็หวังว่าจากนี้พรรคที่ชนะการเลือกตั้งจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลให้ได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุนในกลุ่มยานยนต์ และสามารถผลักดันนโยบาย รวมไปถึงงบประมาณปี 2570 ให้ได้ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ เพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อ และเกิดการลงทุน รวมไปถึงเดินหน้าด้านมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และภาษี ที่กระทบต่อการค้า การส่งออกไทยในปีนี้