เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
SET วันนี้ (10 ก.ค.) ปิดบวก ยืนเหนือ 1,600 จุด Fund Flow หนุน หุ้น “นิคมฯ–พลังงาน” พุ่ง
Finance SET วันนี้ (10 ก.ค.) ปิดบวก ยืนเหนือ 1,600 จุด Fund Flow หนุน หุ้น “นิคมฯ–พลังงาน” พุ่ง
สิริพงศ์ เผย น้ำซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง ย่านวงเวียนใหญ่สถานการณ์ดีขึ้น อีก 2 สัปดาห์หยุดรอยรั่วได้
Economic สิริพงศ์ เผย น้ำซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง ย่านวงเวียนใหญ่สถานการณ์ดีขึ้น อีก 2 สัปดาห์หยุดรอยรั่วได้
Amity ปักหมุดสำนักงาน-ศูนย์วิจัย AI แห่งใหม่ใน ‘สิงคโปร์’
Tech Amity ปักหมุดสำนักงาน-ศูนย์วิจัย AI แห่งใหม่ใน ‘สิงคโปร์’
‘ศุภจี’ เปิดใจชีวิต รมว.หญิง “เน้นงาน ไม่เน้นคอนเทนต์” ดัน เปิดเกมดีลสหรัฐฯ-จีน-ยุโรป – ดัน OCN คุมเกมแพลตฟอร์ม
Economic ‘ศุภจี’ เปิดใจชีวิต รมว.หญิง “เน้นงาน ไม่เน้นคอนเทนต์” ดัน เปิดเกมดีลสหรัฐฯ-จีน-ยุโรป – ดัน OCN คุมเกมแพลตฟอร์ม
ชัชชาติ ประกาศสร้างแน่ สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา คืนตลาดจตุจักรให้การรถไฟฯ
Economic ชัชชาติ ประกาศสร้างแน่ สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา คืนตลาดจตุจักรให้การรถไฟฯ
ค่าย “ชิปเอเชีย” ระดมทุนใหญ่ 2 ฟากโลก
Tech ค่าย “ชิปเอเชีย” ระดมทุนใหญ่ 2 ฟากโลก
เดินไปในดาวอังคาร  เจรจาเพื่อชาติ เน้นทำงาน ไม่เน้นพูด
Politics เดินไปในดาวอังคาร  เจรจาเพื่อชาติ เน้นทำงาน ไม่เน้นพูด
ก.ล.ต.-บก.ปอศ. ร่วมสอบปากคำ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ตัวจริง ยันเจ้าตัวให้ความร่วมมือ วันนี้ (10 ก.ค.)
Finance ก.ล.ต.-บก.ปอศ. ร่วมสอบปากคำ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ตัวจริง ยันเจ้าตัวให้ความร่วมมือ วันนี้ (10 ก.ค.)
สุดสัปดาห์นี้ เชียร์ ‘ก้อง สมเกียรติ’ –  ทีมฮอนด้า เอชอาร์ซี ในศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ สนาม 8
Automotive สุดสัปดาห์นี้ เชียร์ ‘ก้อง สมเกียรติ’ – ทีมฮอนด้า เอชอาร์ซี ในศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ สนาม 8
‘อนุทิน’ ชี้ ‘ทักษิณ’ มีสิทธิเดินสายต่างประเทศ ไม่ได้ไปในฐานะรัฐบาล
Politics ‘อนุทิน’ ชี้ ‘ทักษิณ’ มีสิทธิเดินสายต่างประเทศ ไม่ได้ไปในฐานะรัฐบาล
ดูทั้งหมด

ตลาดอินเดีย สนามยากของธุรกิจไทย แต่ถ้าผ่านได้ ผลตอบแทนมหาศาล

03 เม.ย. 2569 | 09:50น.
Stack of coins with India flag on white background. flag on white background.
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : สราลี วงษ์เงิน Bnomics-ธนาคารกรุงเทพ

อินเดียคือหนึ่งในตลาด “เย้ายวน” ที่สุดในโลก ด้วยประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน และชนชั้นกลางที่ขยายตัวเร็ว ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-อินเดียก็เติบโตต่อเนื่อง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า “ใครเข้าไปก็รอด”

อินเดียคือตลาดที่ต้องใช้ความเข้าใจ ความอดทน และกลยุทธ์ที่แม่นยำ แน่นอนว่าไม่ง่าย แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้

ภาพรวมการค้าไทย-อินเดีย การค้าระหว่างไทยกับอินเดียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จากราว 8.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2014 สู่ 17.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024

แม้จะสะดุดช่วงโควิด แต่ก็ฟื้นตัวแรงหลังเศรษฐกิจเปิด และไทยยังคงเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง

สินค้าส่งออกหลักของไทย ได้แก่ เคมีภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และเครื่องจักร

สินค้านำเข้าหลักจากอินเดียคืออัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะ และสัตว์น้ำสด

แม้การค้าระหว่างกันจะเต็มไปด้วยโอกาส แต่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดอินเดียต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด่านที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ด่านที่ 1 : ภาษีและกำแพงการค้า อินเดียยังเป็นประเทศที่ตั้งภาษีนำเข้าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยเฉพาะในสินค้าที่รัฐต้องการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยแบบ MFN (Simple Average MFN Applied)

อยู่ที่ประมาณ 15.3% สูงที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (จีน 7.5%, EU 5.1%, ญี่ปุ่น 3.9%)

สินค้าที่ปลอดภาษีจริงมีเพียง 4% ของรายการทั้งหมด

อีกทั้งเพดานภาษีสูงสุด (Simple Average Bound) สูงถึง 48.5% สูงมากเมื่อเทียบกับอัตราที่ใช้อยู่จริง และสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อผูกพันคิดเป็น 74.4% ของรายการสินค้าทั้งหมด

หมายความว่าอินเดียยังมี “ช่องว่าง” อีกมากในการปรับขึ้นภาษี โดยไม่ละเมิดพันธกรณี WTO

แม้จะมีข้อตกลง ASEAN-India FTA แต่สินค้า “อ่อนไหว” หลายรายการยังไม่ได้รับการเปิดตลาดเต็มที่ ตัวอย่างชัดเจน

– สิ่งทอและเสื้อผ้า ภาษีนำเข้าอาจสูงถึง 20%

– สินค้าเกษตรและอาหารบางชนิด ภาษีอาจแตะ 30-100% เช่น ข้าว นม อาหารทะเล หรือเนื้อสัตว์

– ยานยนต์และชิ้นส่วนบางประเภทภาษียังสูงถึง 10-100%
มาตรฐานและกฎระเบียบ : ไม่ใช่แค่ผ่าน แต่ต้อง “ตรงเป๊ะ” นอกจากภาษี สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยเจอบ่อยคือ อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรฐานสินค้า การรับรอง และขั้นตอนนำเข้า เช่นกรณี

– ผลไม้ไทย เช่น ลำไย เงาะ ต้องผ่านการตรวจศัตรูพืชและสารตกค้างอย่างเข้มงวด ต้องมีใบรับรองเฉพาะ และอาจถูกสุ่มตรวจจนเกิดความล่าช้า

– อาหารแปรรูปหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอาหารของอินเดีย ซึ่งอาจแตกต่างจากมาตรฐานของไทยหรือมาตรฐานสากล

– เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนยานยนต์ อาจต้องขอรับรองมาตรฐานอินเดีย (BIS) แม้จะมีมาตรฐานสากลอยู่แล้ว และขั้นตอนใช้เวลานาน

รวมไปถึงพิธีการศุลกากรใช้เวลายาวนาน จากระบบราชการ หรือข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ท่าเรือ

ด่านที่ 2 : สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย แม้อินเดียมีการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง จนอันดับ Ease of Doing Business จากอันดับ 142 ในปี 2015 ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 63 ในปี 2020 แต่เมื่อเทียบกับไทยการทำธุรกิจยังถือว่าใช้เวลาและขั้นตอนมากกว่า รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจต่างจากที่คุ้นเคย

โดยผู้ประกอบการต้องรับมือกับกฎระเบียบจากหลายระดับ (รัฐบาลกลาง+ท้องถิ่น) จากความแตกต่างของกฎในแต่ละรัฐ รวมถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษา

นอกจากนี้ ต้นทุนโลจิสติกส์ค่อนข้างสูง จากความแออัดหรือการเชื่อมโยงด้านการขนส่งที่ยังไม่พัฒนา

โดยการดำเนินการต้องอาศัยตัวแทนหรือผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น หมายความว่าธุรกิจควรมีพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น จะช่วยให้ประหยัดเวลาและต้นทุนได้มาก

ด่านที่ 3 : คู่แข่งท้องถิ่นแข็งแกร่ง และมีรัฐหนุนหลัง

หลายอุตสาหกรรมหลักของอินเดียมีผู้เล่นในประเทศที่แข็งแรงมาก และได้เปรียบเชิงนโยบาย

“เทคโนโลยี” อินเดียเป็นศูนย์กลาง IT โลก บริษัทไอทีสัญชาติอินเดียมีขนาดมหึมา ต้นทุนต่ำ และเข้าใจตลาดดีกว่า เช่น TCS, Infosys และ Wipro

และยังมีกฎด้านข้อมูลและดิจิทัลที่บังคับให้บริษัทต่างชาติต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด

“เภสัชกรรม” อินเดียถูกขนานนามว่า “คลังยาโลก” ผลิตยาสามัญกว่า 20% ของโลก แข่งขันด้านราคาสูงมาก อีกทั้งหน่วยงานกำกับดูแลมีมาตรฐานที่เข้มงวดและซับซ้อน

บริษัทไทยแทบไม่สามารถสู้ในตลาดยาสามัญ ต้องหาช่องเฉพาะ เช่น เวชภัณฑ์เฉพาะทาง หรือสมุนไพร

“ธุรกิจสิ่งทอ” อินเดียเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสิ่งทอรายใหญ่ที่สุดของโลก มีแรงงานกว่า 45 ล้านคน และได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างแข็งขัน ดังนั้น สินค้าไทยจึงเหมาะกับตลาดที่มีเอกลักษณ์หรือตลาดพรีเมี่ยมมากกว่าตลาดทั่วไป

“เกษตรและอาหาร” เกษตรกรรมเป็นแหล่งทำมาหากินหลักของประชาชนอินเดีย รัฐจึงปกป้องอย่างเข้มข้น ทั้งภาษีนำเข้า ราคาประกันขั้นต่ำ หรือแม้แต่การห้ามนำเข้าเมื่อผลผลิตล้นตลาด

Atmanirbhar Bharat “อินเดียพึ่งพาตนเอง” นโยบายของอินเดียตั้งแต่ปี 2020 คือผลักดันให้อินเดียพึ่งพาตนเองในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม

ไม่ว่าจะเป็นขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าที่อยากให้ผลิตในประเทศ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือการใช้นโยบาย Production-Linked Incentive (PLI) ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยา สิ่งทอ รวมถึงการสนับสนุนโครงการ Made in India, Startup India, และ Digital India

ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดว่า การส่งออกอย่างเดียวอาจไม่พอ หากต้องการอยู่ในตลาดอินเดียระยะยาว

แล้วธุรกิจไทยควรเดินเกมอย่างไร ?

อินเดียไม่ใช่ตลาดสำหรับคนใจร้อน แต่เหมาะกับคนที่คิดไกล

ผู้ประกอบการต้องจัดอาวุธให้ครบมือก่อนเจาะตลาด

– พยายามใช้ FTA ให้เต็มที่ และติดตามความคืบหน้าของการเจรจาการค้าอย่างใกล้ชิด
– เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าของอินเดีย
– หาพันธมิตรท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกฎ ระบบราชการ และความแตกต่างของตลาด
– อย่าแข่งราคาตรง ๆ แต่ขาย “ความแตกต่าง”
– ปรับสินค้าให้เข้ากับรสนิยมและวัฒนธรรมท้องถิ่น
– พร้อมปรับตัวตามนโยบายรัฐที่เปลี่ยนเร็ว
– ใช้กลไกสนับสนุนจากภาครัฐทั้งไทยและอินเดีย

ธุรกิจไทยที่อยากโตในอินเดียระยะยาวอาจต้องคิดถึงการลงทุนในอินเดีย ไม่ใช่แค่การส่งออก รวมถึงต้องมุ่งเน้นความร่วมมือ ไม่ใช่แค่การแข่งขัน เป็นการเข้าสู่ตลาดในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ร่วมกันสำหรับทั้งสองประเทศ

ตลาดอินเดียคือสนามที่ยาก แต่คือรางวัลใหญ่ ใครที่ผ่านด่านกฎระเบียบ คู่แข่ง และนโยบายได้ จะมีโอกาสเข้าถึงหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่และมีศักยภาพที่สุดในโลก

ไม่ใช่ทุกบริษัทไทยจะเหมาะกับอินเดีย แต่บริษัทที่ “วางแผนดี อดทน และเข้าใจอินเดียจริง”

อินเดียอาจกลายเป็นตลาดดาวรุ่งระยะยาวที่สุดที่เคยมีมา