เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เอกนิติ ปลื้มอันดับแข่งขันไทยขยับ-S&P คงเรตติ้ง ประชุม กรอ. 22 มิ.ย.นี้ ผนึกกำลังปฏิรูปโครงสร้างประเทศ

19 มิ.ย. 2569 | 14:42น.
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

เอกนิติ ปลื้มอันดับแข่งขันไทยขยับขึ้น-S&P คงเรตติ้ง รับโจทย์เร่งแก้จุดอ่อนด้านโครงสร้างพื้นฐาน-ลดพึ่งพาพลังงาน-ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล เตรียมประชุม กรอ.นัดแรก 22 มิ.ย.นี้ ผนึกกำลังปรับโครงสร้างประเทศ 4 ปีข้างหน้า พร้อมปรับยุทธศาสตร์ BOI กระจายสู่ SME มากขึ้น ถกโครงการแลนด์บริดจ์ 26 มิ.ย. ยันคำนึงถึงทุกมิติ ชี้ยังหวังจีดีพีโตมากกว่า 2%

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) รวมทั้งสถาบัน IMD ปรับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยขึ้นมา 4 อันดับ ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 26 นอกจากจะเป็นกำลังใจให้รัฐบาลและข้าราชการทำงานแล้ว ก็แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนและจุดแข็งที่รัฐบาลต้องทำการบ้านต่อ

“ตอนนี้สถาบัน IMD มองว่าจุดแข็งของไทยคือเสถียรภาพในประเทศและนอกประเทศ ที่เห็นได้จากอัตราการว่างงานต่ำ และทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่กว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นจากการใช้ BOI Fast Pass เพื่อช่วยให้นักลงทุนทำงานได้เร็วขึ้น รวมทั้งเสถียรภาพของรัฐบาลที่เอื้อต่อการปฏิรูปโครงสร้างได้เร็ว”

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่ไทยต้องรับโจทย์ไปทำการบ้านต่อคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการพึ่งพาพลังงาน (Energy Intensity) ที่สูงเป็นอันดับที่ 67 และดุลบัญชีเดินสะพัดที่กลับมาขาดดุล รวมทั้งเรื่องทักษะแรงงานที่ต้องเร่งพัฒนาทักษะคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งรัฐบาลกำลังสนับสนุนให้ใช้ AI ผ่านนกกระซิบในโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมทั้งโครงการ Skill Bridge พัฒนาทักษะสมัยใหม่ ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นอกจากนี้ยังพบว่าด้านสาธารณสุขและการศึกษาก็ยังมีอันดับที่ไม่ดีนัก

“สิ่งที่สถาบัน IMD มองนั้นสอดคล้องกับที่ทาง S&P ยืนยัน ซึ่ง S&P ไม่ได้ห่วงเศรษฐกิจในเรื่องหนี้ แต่ห่วงว่าไทยจะโตได้อย่างไร ซึ่งการที่คงอันดับความน่าเชื่อถือนั้น เป็นเพราะมองว่าการมีเสถียรภาพของรัฐบาลจะทำให้ปฏิรูปโครงสร้างได้มากขึ้น และกำจัดจุดอ่อน เช่นเดียวกันกับที่เราให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้าง” นายเอกนิติกล่าว

ทั้งนี้ นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า ในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นัดแรก โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งได้รับฟังความเห็นจากภาคเอกชน และตั้งโจทย์เพื่อขับเคลื่อนและปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวว่า 4 ปีนี้จะต้องทำอะไรบ้าง และยกระดับประเทศได้อย่างไรบ้าง

อีกทั้งส่วนสำคัญการแก้ปัญหาเรื่องกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งการทำ BOI Fast Pass ก็ยังทำต่อเนื่องและช่วยปลดล็อกให้การลงทุนเกิดขึ้น โดยวันนี้ BOI จะวางแผนให้การลงทุนกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อย (SME) โดยเมื่อวาน BOI มีการอนุมัติโครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เพื่อให้ SME เข้าถึงการลงทุนสมัยใหม่ด้วย ทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 23 มิ.ย. จะต่อยอด BOI Fast Pass เพื่อเป็นทางด่วนให้การลงทุนได้รับอนุมัติเร็วขึ้น

“วันนี้หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือเน้นการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและจับมือร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการคงเรตติ้ง และตรงกับแนวคิดของกระทรวงการคลังที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป” นายเอกนิติกล่าว

สำหรับการประชุม กรอ. จะให้นายกสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมาอยู่ในคณะด้วย โดยโจทย์สำคัญคือการทำให้ Growth Story กระจายไปสู่ SME ไทยด้วย ทั้งเรื่องแหล่งเงินทุนและ Productivity ซึ่งช่วยเหลือผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถของ BOI ที่มอบเงินให้เปล่า (Grant) และแหล่งเงินทุนสำหรับ SME ที่ต้องการปรับโครงสร้าง เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

“Local Content จะมีแต้มต่อจากกรมบัญชีกลาง เน้นเรื่อง made in thailand มากขึ้น ซึ่งต้องจับมือกับภาคเอกชน เพื่อตรวจสอบยืนยันว่าเป็นสินค้าไทย เลี่ยงการแอบอ้าง และให้เงินตกถึงคนไทยจริง ๆ รวมทั้งกระทรวงการคลังจะมีโครงการพี่ช่วยน้อง เข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ และ Supply Chain” นายเอกนิติกล่าวและว่า จะปฏิรูปยุทธศาสตร์ BOI ให้ใช้ Local Content มากขึ้น

สำหรับเรื่อง Data Center นายเอกนิติกล่าวว่า เรื่องนี้มีทั้งมุมบวกและลบ โดยไทยมีจุดแข็งเรื่องนี้ เพื่อนำไปต่อยอดสู่ Cloud Service และคนไทยควรจะได้ใช้ถูกลง

“ไทยมีจุดแข็งเรื่อง Data Center และต้องต่อยอดสู่ Cloud Service เราจะทำอย่างไรให้คนไทยใช้ได้ในราคาถูกลง ส่วนเรื่องน้ำและไฟเป็นพื้นฐานว่า Data Center ทั่วโลกใช้น้ำและไฟเยอะ และเราต้องคำนึงว่ายุทธศาสตร์ของ BOI จะต้องไม่แย่งทรัพยากรคนไทย แต่ต้องเสริม เช่น เปิด Direct PPA ให้มีการลงทุนพลังงานสะอาดควบคู่กันไปด้วย” นายเอกนิติกล่าว

เบื้องต้นจะวางยุทธศาสตร์ร่วมกับ BOI และต้องต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้คนไทยได้ใช้งานถูกลงและปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงพัฒนาทักษะนักวิทยศาสตร์ด้าน Data Center และ Cloud Service

“วันนี้ผมไม่ได้เน้นเรื่องเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น จีดีพีปีนี้ไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่เราต้องทำให้ดีขึ้นและมากกว่า 2% แต่วันนี้หัวใจสำคัญคือเราต้องรักษาจุดแข็งด้านเสถียรภาพ กำจัดจุดอ่อนด้านการพึ่งพาพลังงาน และเน้นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ กำจัดจุดอ่อนเรื่องทักษะแรงงาน เรื่องกฎที่ยุ่งยากต่อนักลงทุน เราต้องเสริมจุดแข็งและกำจัดจุดอ่อน มองเรตติ้งเป็นกำลังใจและเก็บเป็นการบ้านต่อไป และวันจันทร์จะตกลงร่วมกับ กรอ. เพื่อตั้งเป้าว่าอีก 4 ปี จะยกระดับประเทศไปได้อย่างไร” นายเอกนิติกล่าว

ดร.เอกนิติ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในวันศุกร์ที่ 26 มิ.ย. จะมีการประชุมเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ โดยยืนยันว่าการพิจารณาเรื่องนี้ จะคำนึงถึงทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชน

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้คนไทยเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Data Center หรือ EV ได้ และเป็นโจทย์ที่กำลังทำผ่านกลไก BOI และ กรอ. พยายามเร่งแก้ไข “ถ้าตั้งโจทย์ถูก ยังไงโลกก็ไปถึงอนาคตแน่ แต่เราต้องเอาตัวเองเป็นส่วนหนึ่งให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะตกขบวน”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ