สศช.จี้เร่งแก้หนี้ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน หวั่นดัน NPLs พุ่ง จับตากู้บุคคล-บ้าน
สศช.ชี้คนไทยยังกู้ “สินเชื่อส่วนบุคคล-สินเชื่อบ้าน” พุ่งต่อเนื่อง สถานการณ์หนี้ครัวเรือนล่าสุดยังอยู่ระดับสูง ขณะที่ภาพรวมหนี้เสียลดเล็กน้อย แต่หนี้มีปัญหาเริ่มค้างชำระไม่เกิน 90 วันเพิ่มขึ้น แนะเร่งปรับมาตรการช่วยเหลือ หลังพบมีข้อจำกัด หวั่นดัน NPLs
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” กล่าวว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนอัพเดตถึงไตรมาส 1 ปี 2569 หนี้ขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.5% จากไตรมาสก่อน โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 16.41 ล้านล้านบาท สัดส่วน 85.9% ของ GDP ลดลงเล็กน้อยจาก 86.7% ในไตรมาสก่อนหน้า จากการขยายตัวเพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวสูงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สองมาอยู่ที่ 4.82% จากเดิมอยู่ที่ 3.87% และ 4.34% ในไตรมาส 3-4 ปี 2568 ตามลำดับ ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว 1.73% สูงขึ้นจาก 1.61% และ 1.63% ในไตรมาส 3-4 ปี 2568 ตามลำดับ
โดยประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ ความเสี่ยงจากการที่ผู้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยมีบัญชีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากกว่าหนึ่งบัญชี ในปี 2568 ผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย 1 คน มีบัญชีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเปิดใหม่เฉลี่ย 1.11-1.22 บัญชี แม้ไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 จะลดลงเป็น 1.08 บัญชี แต่ยังสะท้อนว่าผู้กู้บางส่วนอาจขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลายหน่วยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต จึงควรพัฒนาระบบรายงานข้อมูลเครดิตให้มีความถี่มากขึ้น
เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ในด้านคุณภาพสินเชื่อ พบว่าหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือ NPLs ในระบบธนาคารพาณิชย์มีมูลค่า 1.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 3.25% ของสินเชื่อรวม แม้สัดส่วน NPLs จะลดลง อย่างไรก็ดี สัดส่วนสินเชื่อค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน (SMLs) ต่อสินเชื่อรวมยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความเสี่ยงที่อาจพัฒนาเป็นหนี้เสียในระยะต่อไป ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง เพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย และเร่งแก้ไขหนี้เสียไม่ให้เพิ่มขึ้นมาก
“ลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ โดยช่วงปี 2562-2568 ลูกหนี้เข้าโครงการ อาทิ คลินิกแก้หนี้ และคุณสู้ เราช่วย พบว่ามีเพียง 23% ของลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย ในจำนวนนี้มีแค่ 15% ที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ขณะที่อีก 85% ยังคงมีปัญหาในการชำระ สะท้อนข้อจำกัดของมาตรการและรายได้ที่ยังไม่ฟื้น ซึ่งอาจจะต้องปรับมาตรการดูเป็นรายบุคคลมากขึ้นตามความสามารถในการชำระหนี้ เหมือนแนวทางของเกาหลีใต้”