เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ศุภจี’ ชูไทย Trusted Partner ฝ่าโลกแบ่งขั้ว เร่งปิดดีลการค้า EU-อินเดีย
Finance ‘ศุภจี’ ชูไทย Trusted Partner ฝ่าโลกแบ่งขั้ว เร่งปิดดีลการค้า EU-อินเดีย
กาญจนบุรีอ่วม น้ำท่วม 13 อำเภอ ขณะที่ 2 เขื่อนใหญ่ยังเพิ่มระบายน้ำ
Uncategorized กาญจนบุรีอ่วม น้ำท่วม 13 อำเภอ ขณะที่ 2 เขื่อนใหญ่ยังเพิ่มระบายน้ำ
ราคาทองวันนี้ (30 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณบาทละ 67,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (30 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณบาทละ 67,400 บาท
‘ทายาทสวนสยาม’ เปิดใจน้ำท่วมปี’69 เสียหายหลาย 100 ล้าน หนักสุดรอบ 46 ปี
Business ‘ทายาทสวนสยาม’ เปิดใจน้ำท่วมปี’69 เสียหายหลาย 100 ล้าน หนักสุดรอบ 46 ปี
‘ปกรณ์’ ชี้ปลดล็อก ศก.ไทย ต้องรักษาสมดุลเศรษฐกิจ-สังคม
Politics ‘ปกรณ์’ ชี้ปลดล็อก ศก.ไทย ต้องรักษาสมดุลเศรษฐกิจ-สังคม
สนามบินภูเก็ต ประสานการบินไทยเร่งเคลียร์สัมภาระตกค้าง หลังตกค้างสุวรรณภูมิวันที่ 26 ก.ย.
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินภูเก็ต ประสานการบินไทยเร่งเคลียร์สัมภาระตกค้าง หลังตกค้างสุวรรณภูมิวันที่ 26 ก.ย.
ย้ำให้ ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ ปล่อยน้ำ 2,200 ลบ.ม./วินาที ไม่อนุมัติระบายเพิ่ม หวั่นกระทบ กทม.
Politics ย้ำให้ ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ ปล่อยน้ำ 2,200 ลบ.ม./วินาที ไม่อนุมัติระบายเพิ่ม หวั่นกระทบ กทม.
จับตา ‘เดดล็อก’ กสทช. ประมูลคลื่น-ทีวีป่วนต่อ
Tech จับตา ‘เดดล็อก’ กสทช. ประมูลคลื่น-ทีวีป่วนต่อ
PTT เคาะวงเงินปันผล 3.99 หมื่นล้าน รองรับขายหุ้นซื้อคืน 238 ล้านหุ้น
Finance PTT เคาะวงเงินปันผล 3.99 หมื่นล้าน รองรับขายหุ้นซื้อคืน 238 ล้านหุ้น
ทรัมป์ มัดรวมบิ๊กเทค วางกรอบให้ AI โตแรง-ไม่แหกกฎ
Tech ทรัมป์ มัดรวมบิ๊กเทค วางกรอบให้ AI โตแรง-ไม่แหกกฎ
ดูทั้งหมด

‘ศุภจี’ ชูไทย Trusted Partner ฝ่าโลกแบ่งขั้ว เร่งปิดดีลการค้า EU-อินเดีย

30 ก.ย. 2569 | 14:27น.

“ศุภจี” ชี้โลกการค้าเปลี่ยน ภาษีไม่ใช่กำแพงเดียว หลังมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี-การแบ่งขั้วภูมิรัฐศาสตร์เข้ม วางทางรอดธุรกิจไทยเป็น “Trusted Partner” เชื่อมซัพพลายเชนโลก ลดกระจุกสหรัฐ-จีน เร่งเปิดตลาด EU-อินเดีย พร้อมดึงจีนใช้วัตถุดิบไทยเพิ่ม

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ “ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทย ให้แข่งขันได้ในระดับสากล” ในเวทีเสวนา “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ภายในงานประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญโลกการค้าที่เปลี่ยนไปอย่างมาก จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อภูมิเศรษฐศาสตร์โดยตรง และทำให้โลกแบ่งออกเป็นหลายขั้วมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การกีดกันทางการค้าไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมาตรการภาษีอีกต่อไป แต่ประเทศต่าง ๆ หันมาใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น รวมถึงปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แม้ทุกประเทศต้องการลดการพึ่งพา แต่ไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจโดยลำพังได้ จึงเกิดโจทย์ใหม่คือการมองหา “Trusted Partner” หรือคู่ค้าที่สามารถไว้วางใจได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย

“เขากำลังมองหาคู่ค้าที่เขาสามารถไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust ได้ เขามองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง เราไม่ได้เบี่ยงเบนตัวเองไปในทิศทางใดมากเกินไป เพราะฉะนั้นเราต้องใช้โอกาสพวกนี้ ที่จะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ของโลกให้ได้”

นางศุภจีกล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกของไทยยังพึ่งพาตลาดขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ และจีนในสัดส่วนสูง โดยสหรัฐฯ มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของการส่งออกไทย ส่วนจีนมากกว่า 10% ทำให้สองประเทศรวมกันมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกทั้งหมด

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การลดการค้ากับสองตลาดดังกล่าว แต่เป็นการเพิ่มตลาดอื่นเข้ามาเสริม เพื่อกระจายความเสี่ยง และทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยเติบโตได้มากขึ้น

สำหรับสหรัฐ ไทยมีสถานะเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากช่วงหนึ่งอยู่ในอันดับ 11 ขยับเป็นอันดับ 7 และในช่วงครึ่งปีขึ้นมาอยู่ในอันดับ 5 ทำให้ไทยต้องเตรียมรับมือกับมาตรการทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การเจรจากับสหรัฐ จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาสิทธิประโยชน์ทางการค้า ปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาดุลการค้าระหว่างกัน

ส่วนจีน แม้เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับต้น ๆ ของไทย แต่ไทยนำเข้าจากจีนในระดับสูง มากกว่า 80% ของสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนเป็นวัตถุดิบและสินค้าทุน ซึ่งส่วนหนึ่งถูกนำมาใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก
แนวทางที่ไทยกำลังหารือกับจีนจึงเป็นการปรับโครงสร้างความร่วมมือ จากการนำเข้าวัตถุดิบและส่วนประกอบจากจีนจำนวนมาก ไปสู่การเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ไทยเสนอให้นำร่องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ร่วมกัน 2 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย เพราะปัจจุบันสินค้าเกษตรที่ส่งไปจีนส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปผลผลิตสด หากสามารถดึงการแปรรูปเข้ามาในประเทศไทย โดยใช้วัตถุดิบและแรงงานไทย จะช่วยทั้งเกษตรกร ลดปัญหาผลผลิตส่วนเกินตามฤดูกาล และเพิ่มมูลค่าสินค้า

ส่วนยาและสมุนไพร ไทยต้องการนำศักยภาพด้านสาธารณสุขมาต่อยอด โดยจะใช้กลไกคณะกรรมการการค้าร่วมระหว่างไทยกับจีน ผลักดันความร่วมมือดังกล่าว รวมถึงเพิ่มโอกาสนำสินค้า SME ไทยเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ไทยต้องยกระดับมาตรฐานการนำเข้า เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการในประเทศ ทั้งการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบ

นอกจากสหรัฐและจีน รัฐบาลต้องการกระจายตลาดไปยังสหภาพยุโรปและอินเดียมากขึ้น โดยปัจจุบัน EU มีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยประมาณ 7-8% จึงยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก

“ขณะนี้การเจรจา FTA ไทย-EU ผ่านมาแล้ว 9 รอบ และสามารถปิดประเด็นได้ประมาณสองในสาม เหลืออีกประมาณหนึ่งในสาม โดยไทยตั้งเป้าหมายให้การเจรจารอบที่ 10 สามารถปิดประเด็นหลักให้ได้” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจี มองว่า EU เองกำลังต้องการกระจายความเสี่ยงและมองหา Trusted Partner เช่นเดียวกัน ขณะที่จุดแข็งของไทยคือการเป็นประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรรวมกว่า 600-700 ล้านคน ส่วนอินเดียเป็นอีกตลาดที่มีศักยภาพจากขนาดประชากร แม้ไทยจะเกินดุลการค้ากับอินเดียสูง แต่รัฐบาลพยายามเปลี่ยนมุมการเจรจาจากการมองเฉพาะตัวเลขดุลการค้า ไปสู่การสร้างประโยชน์ร่วมกันในห่วงโซ่อุปทาน

ดังนั้น ไทยและอินเดียจึงอยู่ระหว่างหาโมเดลอุตสาหกรรมที่สามารถทำร่วมกัน โดยมีกรอบเวลาประมาณ 45 วันในการหาแนวทาง หากได้โมเดลที่ทั้งสองฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน จะสามารถต่อยอดไปสู่การหารือด้านความตกลงทางการค้าภายในกรอบประมาณ 90 วัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์