เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เอกนิติ’ ชี้ไทยโตต่ำเรื้อรัง 3% ยังยาก เร่งลงทุนคน-AI ปั้นเครื่องยนต์ใหม่
Finance ‘เอกนิติ’ ชี้ไทยโตต่ำเรื้อรัง 3% ยังยาก เร่งลงทุนคน-AI ปั้นเครื่องยนต์ใหม่
คกก.สรรหาฯ สั่ง “หมอสรณ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ใน 7 วัน ฝ่าฝืนปรับวันละ 5 หมื่น
Tech คกก.สรรหาฯ สั่ง “หมอสรณ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ใน 7 วัน ฝ่าฝืนปรับวันละ 5 หมื่น
พาณิชย์ส่งข้อมูลกว่า 1 แสนบริษัทให้ 43 สถานทูต ร่วมคุมต่างชาติทำธุรกิจถูกกฎหมาย-สกัดนอมินี
Economic พาณิชย์ส่งข้อมูลกว่า 1 แสนบริษัทให้ 43 สถานทูต ร่วมคุมต่างชาติทำธุรกิจถูกกฎหมาย-สกัดนอมินี
“Northern MICE Expo 2026″ ผนึก 3 เมือง ดันไมซ์ภาคเหนือพุ่ง 1.8 หมื่นล้าน
เศรษฐกิจภูมิภาค “Northern MICE Expo 2026″ ผนึก 3 เมือง ดันไมซ์ภาคเหนือพุ่ง 1.8 หมื่นล้าน
สิทธิโชติ เปิดความ (ไม่) ลับ กกต. ข้อมูลรั่ว สว.น้ำเงินรู้ล่วงหน้า อนุฯ 36 ดีเลย์แทคติกถ่วงคดี
Politics สิทธิโชติ เปิดความ (ไม่) ลับ กกต. ข้อมูลรั่ว สว.น้ำเงินรู้ล่วงหน้า อนุฯ 36 ดีเลย์แทคติกถ่วงคดี
โปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทาน แก่ราษฎรน้ำท่วม จ.สระแก้ว
ข่าวในพระราชสำนัก โปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทาน แก่ราษฎรน้ำท่วม จ.สระแก้ว
ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจเหนือ Q3 มรสุมต้นทุนพุ่ง ลุ้นท่องเที่ยวฟื้นไฮซีซั่น
เศรษฐกิจภูมิภาค ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจเหนือ Q3 มรสุมต้นทุนพุ่ง ลุ้นท่องเที่ยวฟื้นไฮซีซั่น
“รพีภัทร์” รับไม้ต่อปลัดเกษตรคนที่ 33 ชู “ตลาดนำการวิจัย” ดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
Economic “รพีภัทร์” รับไม้ต่อปลัดเกษตรคนที่ 33 ชู “ตลาดนำการวิจัย” ดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
สทนช.เตือน 6 จังหวัดเจ้าพระยา รับน้ำเพิ่ม 20-30 ซม. หลังเขื่อนเร่งระบาย 2,200 ลบ.ม./วินาที
Economic สทนช.เตือน 6 จังหวัดเจ้าพระยา รับน้ำเพิ่ม 20-30 ซม. หลังเขื่อนเร่งระบาย 2,200 ลบ.ม./วินาที
ITD คัด 300 เหลือ 10 ธุรกิจ ปั้นผู้ประกอบการหญิง-LGBTQ+ ใช้ AI ลุยตลาดอาเซียน
Economic ITD คัด 300 เหลือ 10 ธุรกิจ ปั้นผู้ประกอบการหญิง-LGBTQ+ ใช้ AI ลุยตลาดอาเซียน
ดูทั้งหมด

‘เอกนิติ’ ชี้ไทยโตต่ำเรื้อรัง 3% ยังยาก เร่งลงทุนคน-AI ปั้นเครื่องยนต์ใหม่

30 ก.ย. 2569 | 15:44น.

“เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำจนระดับ 3% ยังยาก เปิด 4 ความเสี่ยงสำคัญ พร้อมวางสูตร “ซ่อม-เสริม-สร้าง” เร่งลงทุนคน เทคโนโลยี และ AI ดึงอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมกระจายโอกาสถึงเอสเอ็มอี-แรงงานไทย

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยบนฐานผลิตภาพและนวัตกรรม” ภายในงานประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า หากพิจารณาสัญญาณความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มี 4 ด้านสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่

1.เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 7% หลังปี 2540 ลดลงมาอยู่ประมาณ 4% ก่อนชะลอลงเหลือราว 3% และปัจจุบันแม้แต่ระดับ 3% ก็ยังทำได้ยาก ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนของปัญหาเชิงโครงสร้าง

สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากประเทศไทยไม่ได้ลงทุนในระดับที่เพียงพอมาเป็นเวลานาน ทำให้ฐานการผลิตและเครื่องจักรมีอายุมาก ขณะเดียวกันยังเผชิญโครงสร้างประชากรสูงวัย โดยประชากรอายุเกิน 60 ปีมีสัดส่วนประมาณ 20% หรือ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด

ดังนั้น หากต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโต ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนทั้งเครื่องจักรใหม่และการพัฒนาคน พร้อมนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มผลิตภาพ เพื่อให้แรงงานหนึ่งคนและเครื่องจักรหนึ่งเครื่องสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น

2.เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤตปี 2540 ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยประสบปัญหาทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างรุนแรงจนต้องลอยตัวค่าเงินบาท พร้อมกับวิกฤตสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมฐานะฟอร์เวิร์ดอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ สามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 10 เดือน ขณะที่ทุนสำรองสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 2.5 เท่า ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยเผชิญวิกฤตรอบใหม่ ความเสี่ยงจึงไม่น่าจะเกิดจากปัจจัยในรูปแบบเดียวกับปี 2540 แต่ จุดที่ต้องจับตาคือฐานะการคลัง หลังจากภาครัฐใช้มาตรการทางการคลังจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19

ดังนั้น การรักษาวินัยการคลังจึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและป้องกันไม่ให้ปัญหาพัฒนาไปสู่ความเสี่ยงด้านการคลังในอนาคต ขณะเดียวกันยังต้องเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น

3.การกระจายรายได้ โดยเศรษฐกิจไทยมีขนาดเกือบ 20 ล้านล้านบาท แต่รายได้ยังกระจุกตัวสูง กลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงสุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ประมาณ 50% ของประเทศ ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ไม่ถึง 5% เรียกสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็นปัญหา “โตกระจุก จนกระจาย” และมองว่าโอกาสจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ต้องถูกส่งต่อไปถึงเอสเอ็มอีและแรงงานไทย ไม่ใช่หยุดอยู่เฉพาะบริษัทหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่

และ 4.สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญความผันผวนทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง จึงต้องเร่งลงทุนด้านการบริหารจัดการน้ำ พร้อมกับเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ทำให้ความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลางสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง จึงต้องเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดและทรัพยากรพลังงานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า

ดร.เอกนิติ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจึงต้องทำทั้ง “ซ่อม เสริม และสร้าง” โดยซ่อมจุดอ่อนด้านเสถียรภาพและการคลัง เสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมและธุรกิจเดิม และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านการลงทุน เทคโนโลยี และกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังสร้างโอกาสให้ประเทศไทย เนื่องจากบริษัทต่างชาติต้องการกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศที่มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ไทยจึงต้องใช้จังหวะดังกล่าวดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าประเทศ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างงานคุณภาพ และการดึงเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้รายได้จากการเติบโตกระจายไปสู่คนไทยในวงกว้าง

สำหรับอุตสาหกรรมเดิมที่ประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง เช่น เกษตรและอาหาร ต้องยกระดับไปสู่ Smart Agriculture และอุตสาหกรรมแปรรูปที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงต่อยอดฐานวัตถุดิบของไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง

ส่วนการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 นั้น ดร.เอกนิติมองว่า ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูลหรือเป้าหมาย แต่เป็นการทำงานแบบแยกส่วน จึงมีการนำกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) มาใช้เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมภาครัฐกับเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมองย้อนกลับไปถึงช่วงที่ไทยลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และท่าเรือแหลมฉบัง จนสามารถรองรับการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นและสร้างฐานอุตสาหกรรมภาคตะวันออกขึ้นมาได้

“แผน 14 จะดีมากถ้าเปลี่ยนจากแผนที่คิด มาเป็นแผนที่ทำด้วย และต้องทำด้วยกัน ต้องทำกับเอกชน คิดคนเดียวไม่ได้” ดร.เอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ ปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนอีกครั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ส่งผลให้บริษัททั่วโลกกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน แต่โครงสร้างพื้นฐานที่อุตสาหกรรมยุคใหม่ต้องการแตกต่างจากอดีต โดยเฉพาะพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และแรงงานทักษะสูง

สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาคเอกชนเสนอให้เป็น “กองหน้า” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ครอบคลุม 7 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะและอาหารแปรรูป, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ยานยนต์แห่งอนาคตและรถยนต์ไฟฟ้า, สุขภาพและเวลเนส, การท่องเที่ยวคุณภาพ, การค้าและโลจิสติกส์ รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอีคอมเมิร์ซ

ขณะที่ภาครัฐจะทำหน้าที่เสมือน “กองกลาง” สนับสนุนทั้งด้านการลงทุน การต่างประเทศ การพัฒนาเอสเอ็มอี การกระจายโอกาสไปสู่ภูมิภาค และการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

“หัวใจของการเปลี่ยนประเทศไทยรอบใหม่จึงไม่ใช่เพียงการกำหนดแผน แต่ต้องทำให้ภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และเปลี่ยนการลงทุนใหม่ให้กลายเป็นการเติบโตที่ส่งประโยชน์ถึงแรงงาน เอสเอ็มอี และประชาชนไทยในวงกว้าง” ดร.เอกนิติ กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ