ธนาคารโลกห่วงงานไม่ทันคนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน เร่งดาต้าค้ำสินเชื่อ MSME สร้างงาน
ธนาคารโลกชี้คนรุ่นใหม่ 1,200 ล้านคน เสี่ยงแรงงาน เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ MSME ในประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังเผชิญช่องว่างทางการเงินสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ชูแนวคิดเปลี่ยนร่องรอยธุรกรรมดิจิทัลให้เป็นหลักประกันรูปแบบใหม่ สร้างโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กที่เข้าถึงเงินทุน เร่งสร้างงานปิดช่องว่างงานในอนาคต เพิ่มโอกาสจ้างงาน
อาเจย์ แบงก้า (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) กล่าวในเวทีหัวข้อ “WBG Flagship: MSME Finance: Leveraging Data for Jobs” ว่า กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) คิดเป็น 90% ของภาคธุรกิจทั่วโลก และจ้างงานประมาณ 70-75% ในประเทศกำลังพัฒนา แต่ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ถึง 1,200 ล้านคน ในประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่วัยทำงาน โดยประเมินประเทศเหล่านี้จะสร้างงานได้เพียงประมาณ 420 ล้านตำแหน่งเท่านั้น
ซึ่งภาคธุรกิจ MSME ในประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญกับช่องว่างทางการเงิน (Financing Gap) สูงกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เนื่องจากกฎระเบียบเดิมที่บังคับให้ธนาคารต้องสำรองเงินทุนสูงกว่าปกติถึง 4 เท่าเมื่อปล่อยกู้แก่ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงต้องใช้หลักประกันเป็นสินทรัพย์ถาวร เช่น อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่มี
“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ถูกสร้างและขับเคลื่อนโดยพ่อค้าและผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของคนทำธุรกิจรายย่อยที่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก”
ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้นำข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็นหลักประกันรูปแบบใหม่ (Data is the new collateral) สู่กระแสเงินสด (Cash flow) สู่กลุ่ม MSME ผ่าน 4 เสาแนวทางสำคัญ (Data is the new collateral) ทั้งการใช้ข้อมูลมาสร้างประโยชน์ ซึ่งในปัจจุบัน MSME ประเทศกำลังพัฒนายังคงใช้เงินสดถึง 60% แต่การใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลรวดเร็ว (Fast Payments) รวมถึงใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoicing) และข้อมูลค่าน้ำค่าไฟ จะสร้างร่องรอยข้อมูลทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ
ทำให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ให้ความช่วยเหลือ 20 ประเทศ สร้างโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินรวดเร็ว 8 ประเทศ ครอบคลุมด้าน e-Invoicing รวมถึงข้อมูลภาษี และสาธารณูปโภค พร้อมดำเนินการใน 5 ประเทศ จัดทำกรอบ Open Finance เพื่อสร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ขณะเดียวกันได้สนับสนุนลงทุนในผู้ให้บริการดิจิทัลส่วนกลาง ร่วมลดต้นทุนด้านบัญชีและการปฏิบัติตามกฎหมาย พร้อมทั้งเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาด เช่น โครงการ AgriConnect ที่เชื่อมโยงเกษตรกรรายย่อยและสหกรณ์เข้ากับผู้ซื้อ แหล่งเงินทุน และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเร่งลดขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยาก และปรับปรุงกฎหมายล้มละลายเพื่อให้โอกาสผู้ประกอบการเริ่มต้นใหม่
ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้ช่วย 35 ประเทศลดขั้นตอนยุ่งยาก รวมถึงช่วยสนับสนุน 10 ประเทศปรับปรุงกฎหมายล้มละลาย และ 7 ประเทศปฏิรูปกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและการแข่งขัน
นอกจากนี้ได้สนับสนุนเงินทุน (Funded) โดยการส่งเสริมเทคโนโลยี FinTech ที่อนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 24 ชั่วโมงด้วยระบบ AI Scoring ซึ่งปัจจุบันปล่อยสินเชื่อในตลาดเกิดใหม่แล้วราว 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
พร้อมความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม เช่น Grab และการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) ซึ่งปัจจุบันธนาคารโลกได้ร่วมลงทุนใน FinTech และ กลุ่ม Aggregators ไปแล้วกว่า 100 ราย พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ให้เงินทุนตั้งต้น (Equity) และการเป็นพี่เลี้ยงแก่นักลงทุน
นายแบงก้ากล่าวต่อว่า การสร้างงานของธนาคารโลกมุ่งเน้น 5 สาขาธุรกิจที่มีศักยภาพสูงสุด ได้แก่ พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจเกษตร สาธารณสุขปฐมภูมิ การท่องเที่ยว และการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น การแปรรูปแร่ธาตุและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยในปีที่ผ่านมาธนาคารโลกได้อนุมัติงบฯ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน และ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับธรรมาภิบาล
นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมากลุ่มธนาคารโลกสามารถระดมทุนภาคเอกชนได้ถึง 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากเมื่อ 4 ปีก่อน พร้อมด้วยการลงทุนจากงบดุลของธนาคารโลกเองอีก 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งมีการเติบโตของการระดมทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 4 เท่าในประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง เกือบ 3 เท่าในประเทศรายได้ปานกลางขั้นต่ำ และ 2.5 เท่าในภูมิภาคแอฟริกา
ส่วนบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ได้จัดสรรเงินทุน 12,000 ล้านดอลลาร์ และระดมทุนภาคเอกชนเพิ่มอีก 11,000 ล้านดอลลาร์ในกลุ่มประเทศเปราะบาง
“การบรรลุเป้าหมายการสร้างงานที่แท้จริง ต้องอาศัยการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการระดับฐานราก ร่วมปิดช่องว่างทางการเงินและรองรับกำลังแรงงานรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”