GBS แนะกันเงินสด 30% รอช้อนหุ้น ชู 9 หุ้นเด่น ‘BDMS-GULF’ นำทีม
บล.โกลเบล็ก (GBS) มอง SET บริเวณ 1,500 จุด มีความเสี่ยงขาลงจำกัด แนะทยอยสะสม 9 หุ้นเด่นกลุ่มโรงพยาบาลและโซลาร์ภาคประชาชน นำโดย BDMS-BH-GULF ขณะที่ทองคำยังเสี่ยงพักฐานต่อจากทิศทางดอกเบี้ยเฟด แนะจัดพอร์ตหุ้น 40% ถือเงินสด 30% รอจังหวะเข้าซื้อ
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBS) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายปี 2569 ยังมีความเสี่ยงเผชิญความผันผวนและการปรับฐานของตลาดการเงิน จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีในเดือนธันวาคมนี้
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดของ Fed ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน
อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดหุ้นไทยมองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) บริเวณ 1,500 จุดต้น ๆ เป็นระดับที่มีความเสี่ยงด้านขาลง (Downside Risk) ค่อนข้างจำกัด จึงเป็นจังหวะที่นักลงทุนสามารถทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีได้
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงปลายปี แนะนำทยอยสะสมหุ้นใน 2 กลุ่มหลัก รวม 9 บริษัท ได้แก่
กลุ่มโรงพยาบาล ประกอบด้วย BDMS, PR9 และ BH เนื่องจากประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น จากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลที่ธุรกิจมีความต้องการใช้บริการสูง (High Season)
และกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ประกอบด้วย GUNKUL, GULF, SOLAR, COM7, KUMWEL และ ASEFA ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว
ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยจะเผชิญแรงขายและความผันผวนต่อเนื่อง แต่ระดับดัชนีในปัจจุบันถือเป็นจังหวะที่สามารถทยอยสะสมหุ้นได้ โดยเน้นคัดเลือกบริษัทที่มีปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการและได้รับประโยชน์จากโครงการลงทุนต่าง ๆ
นางสาววิลาสินี กล่าวว่า ภายใต้ภาวะตลาดการเงินที่ยังมีความไม่แน่นอน นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต โดยแนะนำจัดสรรเงินลงทุนเป็น 4 ส่วน ได้แก่
หุ้น 40% เน้นทยอยสะสมหุ้นไทย เนื่องจากดัชนี SET บริเวณ 1,500 จุดต้น ๆ มีความเสี่ยงขาลงจำกัด
เงินสด 30% เพื่อรักษาสภาพคล่องและเตรียมเงินสำหรับเข้าซื้อหุ้นพื้นฐานดีในจังหวะที่ตลาดปรับฐาน
ทองคำ 15% แม้ระยะสั้นยังไม่มีสัญญาณบวกและราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง แต่ยังน่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาว หลังราคาปรับฐานลงมาประมาณ 25-30%
ตราสารหนี้ 15% เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอและช่วยลดความผันผวนของพอร์ต โดยควรเลือกตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ต่ำ
ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ แม้จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวสูงขึ้น จึงควรพิจารณาคุณภาพของผู้ออกตราสารควบคู่กันไป
ด้านแนวโน้มราคาทองคำในช่วงปลายปี 2569 ประเมินว่ายังเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนธันวาคม รวมถึงความเสี่ยงที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านอาจกลับมารุนแรงอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หลังราคาทองคำปรับฐานลงมาประมาณ 25-30% มองว่าระดับราคาดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงในการเข้าลงทุนสำหรับผู้ที่มีเป้าหมายถือครองระยะยาว แม้ทิศทางระยะสั้นยังไม่ปรากฏสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในปี 2570 ประเมินว่าราคาทองคำยังมีโอกาสพักฐานต่อเนื่อง เนื่องจากคาดว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีหน้า
ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์สงครามยังไม่คลี่คลาย ตลาดการเงินโลกจะยังเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงแรงกดดันจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปี 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามในการวางแผนจัดพอร์ตลงทุนข้ามปี