KKP Research เตือนดอกเบี้ยโลกสูงลากยาว ไทยเสี่ยงรับผลกระทบบาทอ่อน-หนี้รัฐพุ่ง
KKP Research ห่วงภาวะดอกเบี้ยโลกสูงยาวนาน ดึงต้นทุนการเงินเพิ่ม กระทบลงทุนเอกชน ซ้ำเติมหนี้รัฐ ห่วงไทยเสี่ยงกดดันสูง ชี้ดอกเบี้ยระดับต่ำสะท้อนควาทอ่อนแอเศรษฐกิจ ความเสี่ยงส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐที่ติดลบกว้างเป็นประวัติการณ์ หวั่นเงินทุนเคลื่อนย้ายอาจทำให้บาทอ่อนค่า ซ้ำเติมฐานะการคลัง ที่หนี้สาธารณะใกล้ถึงเพดาน 70%
รายงานข่าวจากกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP Research) ได้ประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยระยะยาวทั่วโลกมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด จากแรงกดดันเชิงโครงสร้าง ทั้งขาดดุลการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก ความต้องการเงินทุนมหาศาลเพื่อลงทุนด้าน AI และความเสี่ยงเงินเฟ้อ โดยต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนและซ้ำเติมภาระหนี้ภาครัฐ
โดยเตือนประเทศไทยที่มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งไม่ใช่สัญญาณความปลอดภัย แต่เป็นการสะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจมากกว่าความแข็งแกร่งทางการคลัง และปัจจุบันหนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน 70%
สำหรับประเทศไทย ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปียังอยู่ระดับต่ำประมาณ 2.3% ทั้งที่รัฐบาลขาดดุลการคลังสูงประมาณ 4.4% ของจีดีพี ในปีงบประมาณ 2569 โดย KKP Research ประเมินว่าดอกเบี้ยต่ำสะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจ มากกว่าความแข็งแกร่งทางการคลัง เนื่องจากความต้องการสินเชื่อภาคเอกชนหดตัว ประกอบกับสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาส และภาครัฐจึงกู้เงินได้โดยไม่เบียดบังเอกชน
นอกจากนี้ ไทยมีความเสี่ยงจากส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ที่ติดลบกว้างเป็นประวัติการณ์ หากทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายเปลี่ยนจนเงินบาทอ่อนค่า ตลาดอาจเรียกร้องดอกเบี้ยไทยที่สูงขึ้น ซึ่งจะซ้ำเติมฐานะการคลังที่หนี้สาธารณะกำลังเข้าใกล้เพดาน 70% และคาดว่าแตะ 69% ในปีงบประมาณ 2570
อีกทั้งแม้ไทยจะได้ประโยชน์จาก FDI ด้าน AI และ Data center แต่หากไม่เกิดการกระจายตัวสู่เศรษฐกิจวงกว้าง (Spillover) เศรษฐกิจจะยังเติบโตแบบ K-shape ภาครัฐจะมีภาระต้องช่วยเหลือคนฐานรากและรองรับสังคมสูงวัยมากขึ้น “การรักษาวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” จึงเป็นทางรอดเดียวในการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ก่อนที่ไทยจะไม่สามารถพยุงดอกเบี้ยต่ำไว้ได้อีกต่อไป
ทั้งนี้ KKP Research ได้ประเมินว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวทั่วโลกปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 5% ทางด้านญี่ปุ่นและฝรั่งเศสแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี ส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานและนโยบายธนาคารกลาง ซึ่ง KKP Research ประเมินว่าแรงกดดันรอบนี้มาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาจทำให้ดอกเบี้ยไม่กลับไปต่ำเหมือนทศวรรษที่ผ่านมา
ส่วนผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตชนะจะช่วยลดความเสี่ยงของการผ่านนโยบายกระตุ้นภาครัฐ และการทวีความรุนแรงของสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและราคาน้ำมันจะปรับลงได้บ้าง แต่ดอกเบี้ยและราคาน้ำมันโดยรวมในปัจจุบันยังสูงกว่าในอดีตมาก
สำหรับปัจจัยที่กดดดันให้ดอกเบี้ยโลกสูงต่อเนื่อง มาจากทั้ง 1.การแย่งชิงเงินทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Global competition for capital) โดยภาครัฐขาดดุลการคลังสูง ส่วนกลุ่ม Big Tech (Hyperscalers) ต้องกู้ยืมมหาศาลเพื่อลงทุน AI และ Data Center 2.ความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลัง (Fiscal sustainability) ซึ่งนักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง (Fiscal premium) มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่มีแผนลดการขาดดุลที่น่าเชื่อถือ และ 3. ความเสี่ยงเงินเฟ้อระยะยาว เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงาน ส่งผลให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น
ทั้งนี้หากดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง ผลกระทบจะตกอยู่กับภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย โดยเฉพาะกลุ่ม High Yield ต้องรีไฟแนนซ์ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงการลงทุนด้าน AI ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการส่งออกของเอเชียอาจสะดุดลง หากต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูงจนรายได้ไม่คุ้มทุน
ส่วนด้านการคลัง ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดวงจรหนี้ทบต้น (Snowball effect) ประเทศที่น่ากังวลคือประเทศที่เข้าเงื่อนไขต้องขาดดุลการคลังสูง ดอกเบี้ยสูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูง ซึ่งหลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เริ่มเผชิญความเสี่ยงนี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม KKP Research ประเมินว่าภาครัฐมี 4 ทางเลือกหลัก ได้แก่ ลดการขาดดุลการคลัง ด้วยการเพิ่มภาษีและลดรายจ่ายจะยั่งยืนที่สุด แต่กระทบการเติบโตระยะสั้น ต่อมาออกพันธบัตรระยะสั้นมากขึ้น เพื่อลดแรงกดดันดอกเบี้ยยาว แต่เพิ่มความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์ รวมถึงการทำ QE โดยให้ธนาคารกลางซื้อพันธบัตร แต่ทำได้ยากในภาวะเงินเฟ้อสูง รวมถึงกดดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อร่วมกับคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ถึงจะลดมูลค่าแท้จริงของหนี้ผ่านการเก็บภาษีผู้ออมทางอ้อม แต่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินและเสี่ยงเงินทุนไหลออก