Skip to content

การเมืองกดดันดัชนีเชื่อมั่น นลท. FETCO ชี้รัฐบาลใหม่ต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

07 พ.ค. 2562 | 17:20น.
การเมืองกดดันดัชนีเชื่อมั่น นลท. FETCO ชี้รัฐบาลใหม่ต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนเดือน พ.ค. การเมืองในประเทศขึ้นแท่นเป็นปัจจัยหลักกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนนี้ “ไพบูลย์” ชี้โจทย์ท้าทายรัฐบาลใหม่ต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งส่งออก-ท่องเที่ยว-ลงทุนเอกชน เพื่อดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมา ฟากโบรกฯ ไทยพาณิชย์มองแนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 2-3 สดใส เชื่อการเมืองชัดเจนรอรับฟันด์โฟวล์ต่างชาติไหลเข้า 3-5 หมื่นล้านเหรียญฯ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือน พ.ค.62 หรือดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พ.ค.-ก.ค.62) ลดลง 2.83% โดยมาอยู่ที่ระดับ 104.49 โดยผลสำรวจพบว่าปัจจัยในประเทศจากสถานการณ์การเมืองภายหลังการเลือกตั้งเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ขณะที่เสถียรภาพรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งและผลการเจรจานโยบายการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนถัดไปจะปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรี และมีการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ คาดว่ากระบวนการดังกล่าวจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.62 ดังนั้น จึงจะทำให้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น

ขณะที่มองว่าหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะไร้ช่วงฮันนีมูน (Honeymoon Period) หรือเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องสามารถเริ่มทำงานได้ทันที เนื่องจากต้องเร่งรับมือกับสภาพเศรษฐกิจโลกที่ไม่ค่อยดีนัก เช่น ปัจจัยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่มีแนวโน้มกลับมากดดันเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศในส่วนของการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ยังคงซบเซานั้น รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาจะต้องเร่งออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนนี้ รวมถึง ออกมาตราการเพื่อกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนที่เริ่มแผ่วลงในช่วงที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน

“นอกจากสถานการณ์การเมืองไทยจะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนในรอบเดือน พ.ค.62 มากที่สุด ปัจจัยสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่น สงครามการค้าฯ และปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศของไทยเองก็เป็นปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทยจากเศรษฐกิจโลกที่เติบโตแบบชะลอตัวลง เพราะประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสัดส่วนจีดีพีทั้งหมด และมีการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติค่อนข้างสูงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น การหนุนให้ภาคการส่งออกและท่องเที่ยวเติบโตขึ้น จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่จะต้องปลุกการบริโภคและการลงทุนให้กลับมาเติบโตให้ได้” นายไพบูลย์ กล่าว

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้จะมีทิศทางที่สดใสขึ้น โดยเฉพาะช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่มีความชัดเจนของปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ได้แก่ การเมืองไทย และผลประกอบการไตรมาส 1/62 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ส่งผลให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจเข้าลงทุนได้ง่ายขึ้น ขณะที่บรรยากาศ (sentiment) ของตลาดหุ้นโลกเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ทั่วโลกในไตรมาส 1/62 ออกมาค่อนข้างดี รวมทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีท่าทีชัดเจนว่าอาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ จึงเชื่อว่านักลงทุนที่ถือเงินสดอยู่จะเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้ทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนีและตลาดหุ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ โดยมองว่าไตรมาส 2 และ 3 ที่จะถึงตลาดหุ้นไทยจะกลับมาสดใสกว่าไตรมาสแรก

ขณะที่หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จสมบูรณ์ ประเมินว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยประมาณ 3-5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เป็นการทยอยไหลเข้าเฉลี่ยในช่วงที่เหลือของปี 2562 อย่างไรก็ตาม ในเดือน พ.ค.นี้ จะมี Fund Flow ก้อนแรกไหลเข้ามามูลค่ารวม 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากดัชนี MSCI มีการปรับสูตรการคำนวณ และส่งผลให้กองทุนต่างประเทศต้องเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยทันที ทั้งนี้ บล.ไทยพาณิชย์ ปรับคาดการณ์จีดีพีไทยในปี 2562 ลดลงเหลือ 3.6% จากเดิมที่มองไว้ที่ 3.8% เนื่องจากมีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงกดดันจากภาคการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.7% ขณะที่มองเป้าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET Index) ของปี 2562 ไว้ที่ระดับ 1,700 – 1,800 จุด และประเมินกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ไว้ที่ 108.5 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้น 12.44% จากปี 2561

แท็กที่เกี่ยวข้อง

FETCO