เศรษฐกิจหลังวิกฤต
คอลัมน์ สมาร์ทเอสเอ็มอี โดย สยาม ประสิทธิศิริกุล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เปิดปี 2563 มานี้ถือว่าหนักหน่วงจริง ๆ ครับ ขณะที่เขียนบทความนี้ ผมก็แอบถอนหายใจจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกของเรา การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าหรือที่ตอนนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ไวรัส COVID-19 ที่กระทบในหลายภาคส่วนของสังคมไปทั่วโลก
ซึ่งมีการประเมินว่าการแพร่ระบาดของไวรัสนี้จะพีกสุดในเดือนมีนาคม หลังจากนั้นสถานการณ์จะดีขึ้น และจะสกัดการแพร่ระบาดได้ในเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม หลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจคงมีความกังวลว่า แล้วภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยโดยรวมจะเป็นอย่างไรหลังวิกฤตนี้ ผมจึงขอนำข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีมาเล่าสู่กันฟังดังนี้ครับ
เมื่อส่องเศรษฐกิจโลกนั้น คงไม่พ้นต้องดูเศรษฐกิจสหรัฐและจีน โดยจากรายงานนโยบายการเงินของธนาคารสหรัฐหรือเฟดล่าสุด ระบุถึงความเป็นไปได้ที่ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ อีกทั้งภาวะชะงักงันในจีนซึ่งส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจอื่น ๆ ของโลก อย่างไรก็ตาม เฟดได้กล่าวว่านโยบายการเงินของสหรัฐในปัจจุบันนี้มีความเหมาะสม ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางการค้าที่ลดลง อีกทั้งสภาวะการเงินได้ผ่อนคลายลง
ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสูงกว่าที่คาดการณ์อย่างมาก อีกทั้งยังมีการปรับเพิ่มตัวเลขการจ้างงานอีกด้วย การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมง การขยายตัวภาคการผลิตและภาคบริการ ปัจจัยบวกต่าง ๆ เหล่านี้คาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าได้
ขณะที่จีนเองได้ทยอยออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจ มีทั้งการลดภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทจากสหรัฐ อีกทั้งนโยบายการเงินและการคลังก็มีแนวโน้มผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง และมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าจากธนาคารกลางจีน ไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การอัดฉีดสภาพคล่องวงเงิน 1.2 ล้านล้านหยวน เข้าสู่ระบบการเงิน การปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษวงเงิน 3 แสนล้านหยวนผ่านธนาคารพาณิชย์เพื่อให้กับกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์และของใช้จำเป็น รวมถึงมาตรการการคลังเกี่ยวกับนโยบายภาษีใหม่ เช่น การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ที่ทำงานด้านการขนส่ง ภาคบริการ และบริการจัดส่งสินค้าจำเป็น
อย่างไรก็ตาม มาตรการที่มีความสำคัญที่สุดในระยะนี้ของจีนก็คือ การให้การสนับสนุนสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี และการลดค่าธรรมเนียมให้กับภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มที่ประสบปัญหาโดยตรง ซึ่งในระยะต่อไปมองกันว่านโยบายการเงินและการคลังก็คงจะมีแนวโน้มผ่อนคลายลงไปอีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของสถาบันการเงิน การเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและการปรับลดภาษีอื่น ๆ
สำหรับประเทศไทย มองว่าเศรษฐกิจคงได้รับผลกระทบอย่างมากในครึ่งแรกของปี จากรายได้ท่องเที่ยวที่ลดลงจากการหายไปของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากจีน โดยรุนแรงสุดในไตรมาสแรกของปี ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 30.8% และ 13.1% ในสองไตรมาสแรกของปีตามลำดับ และจากการส่งออกจากไทยไปจีนที่ชะลอตัวมากกว่าที่คาด
ทั้งนี้ เกือบทุกภาคธุรกิจของไทยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะภาคธุรกิจเคมี สันทนาการ และสิ่งทอ จะได้รับผลกระทบหนัก เพราะมีธุรกิจเกี่ยวข้องกับจีนมาก แต่บางภาคธุรกิจได้แก่ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ โลหะ และเกษตร อาจได้รับผลดีจาก trade diversion อันเนื่องมาจากการเป็นแหล่งทดแทนสินค้าจากที่จีนระงับการผลิต
ซึ่งนอกเหนือผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรน่า เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยลบในเรื่องความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณและภาวะภัยแล้ง ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องและบั่นทอนการใช้จ่ายภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเองก็ได้มีการออกมาตรการเพื่อพยุงเศรษฐกิจ โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 1% ซึ่งก็มองกันว่าอาจมีโอกาสปรับลงอีก นอกเหนือจากนั้น หลาย ๆ ธนาคารก็เริ่มมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าด้วยเช่นกัน รวมทั้งธนาคารกรุงศรีเอง ขอเพียงผู้ประกอบการสู้ ๆ อย่าเพิ่งท้อกันนะครับ