เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ก.พ. ลุย ‘เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ’ มุ่งให้มีผลในปีงบฯ 70 เล็งเพิ่มเงินเดือน ขรก.ในต่างประเทศ
Politics ก.พ. ลุย ‘เออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ’ มุ่งให้มีผลในปีงบฯ 70 เล็งเพิ่มเงินเดือน ขรก.ในต่างประเทศ
เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่ม 1.1 หมื่นล้าน เปิดตัว ‘CenTRal cENtrAL’ มิกซ์ยูสแห่งใหม่ใจกลางสยามสแควร์
Real Estate เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่ม 1.1 หมื่นล้าน เปิดตัว ‘CenTRal cENtrAL’ มิกซ์ยูสแห่งใหม่ใจกลางสยามสแควร์
เอกนิติ ยัน ‘พ.ร.ก.กู้ฯ’ จำเป็น จับตา “ศาล รธน.” 9 ก.ค. ย้ำต้องเร่งลงทุน-เปลี่ยนผ่านพลังงาน
Politics เอกนิติ ยัน ‘พ.ร.ก.กู้ฯ’ จำเป็น จับตา “ศาล รธน.” 9 ก.ค. ย้ำต้องเร่งลงทุน-เปลี่ยนผ่านพลังงาน
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม ท่ามกลางการซื้อ-ขายที่เบาบางก่อนวันหยุดยาวสหรัฐ
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม ท่ามกลางการซื้อ-ขายที่เบาบางก่อนวันหยุดยาวสหรัฐ
ผลการแข่งขัน Toyota Gazoo Racing Thailand สนามที่ 1
Automotive ผลการแข่งขัน Toyota Gazoo Racing Thailand สนามที่ 1
คอนเฟิร์มบัตรคนจน ไม่ใช้เกณฑ์ตัดสิทธิลดหย่อนภาษีลูกกตัญญู
Finance คอนเฟิร์มบัตรคนจน ไม่ใช้เกณฑ์ตัดสิทธิลดหย่อนภาษีลูกกตัญญู
SET วันนี้ (6 ก.ค.) คาดกรอบเคลื่อนไหว 1,600-1 625 จุด
Finance SET วันนี้ (6 ก.ค.) คาดกรอบเคลื่อนไหว 1,600-1 625 จุด
SAPPE รุกตลาดวอเตอร์พลัส ปั้นนวัตกรรมชิงเม็ดเงิน 977 ล.
Business SAPPE รุกตลาดวอเตอร์พลัส ปั้นนวัตกรรมชิงเม็ดเงิน 977 ล.
IRPC-GPSC ลุยโซลาร์ฟาร์ม 98 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ 716 ไร่ จ.สงขลา
Economic IRPC-GPSC ลุยโซลาร์ฟาร์ม 98 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ 716 ไร่ จ.สงขลา
ไมเดีย ส่ง Portasplit แก้เกมยุโรปติดแอร์ยาก 
Business ไมเดีย ส่ง Portasplit แก้เกมยุโรปติดแอร์ยาก 
ดูทั้งหมด

“ทริส” คงมุมมองแนวโน้มเครดิตเชิงลบ “ซีพี ออลล์” พร้อมทบทวนใหม่อีกครั้งหลังวิเคราะห์ “กลุ่มเทสโก้เอเชีย” เสร็จ

17 มิ.ย. 2563 | 15:11น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทริสเรทติ้งได้ประกาศคง “เครดิตพินิจ” แนวโน้ม “Negative” หรือ “ลบ” สำหรับอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ “AA-” ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าจะทบทวน “เครดิตพินิจ” ดังกล่าวอีกครั้งหลังจากที่ทริสเรทติ้งทำการวิเคราะห์ธุรกรรมการลงทุนใน บริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ Tesco Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. ซึ่งรวมเรียกว่า “กลุ่มเทสโก้เอเชีย” (Tesco Asia Group) ว่าจะมีผลกระทบต่อสถานะเครดิตของบริษัทมากน้อยเพียงใดอย่างถี่ถ้วนแล้ว

อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทซึ่งเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ การเป็นผู้นำในธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อในประเทศไทย ลักษณะของธุรกิจค้าปลีกที่สามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การมีเครือข่ายสาขาที่แข็งแกร่งและครอบคลุมทั่วประเทศ และการมีธุรกิจสนับสนุนที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม การพิจารณาอันดับเครดิตดังกล่าวยังคำนึงถึงความกังวลเกี่ยวกับอำนาจซื้อที่อ่อนแอลงของผู้บริโภค ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยยิ่งขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบในด้านลบต่อภาคธุรกิจค้าปลีกอีกด้วย

โดยก่อนหน้านี้ ทริสเรทติ้งได้ออกประกาศ “เครดิตพินิจ” แนวโน้ม “Negative” หรือ “ลบ” ให้แก่อันดับเครดิตองค์กรและตราสารหนี้ทั้งหมดของบริษัทมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากประกาศที่ระบุว่าบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นทั้งหมดจะเข้าลงทุนในสัดส่วน 40% ในกลุ่มเทสโก้เอเชีย ด้วยมูลค่าเงินลงทุนในส่วนของบริษัทที่สัดส่วน 40% โดยเทียบเท่ากับ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 9.6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งบริษัทจะใช้เงินกู้ทั้งจำนวนสำหรับการลงทุนในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การทำธุรกรรมในครั้งนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบริษัทบรรลุเงื่อนไขบังคับก่อน (Conditions Precedent) ตามที่กำหนดไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งรวมถึงการได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องซึ่งประกอบไปด้วยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยและ Ministry of Domestic Trade and Consumer Affairs of Malaysia รวมทั้งยังต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของ Tesco PLC อีกด้วย ซึ่งบริษัทคาดว่าหากธุรกรรมดังกล่าวได้รับความเห็นชอบแล้ว กระบวนการซื้อกิจการก็จะแล้วเสร็จภายในปลายปี 2563 นี้

ทั้งนี้ “เครดิตพินิจ” แนวโน้ม “Negative” หรือ “ลบ” สะท้อนถึงความเห็นของทริสเรทติ้งว่าอันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับลดลงหรือยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากระดับในปัจจุบัน ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งมองว่าการซื้อกิจการในครั้งนี้จะช่วยเสริมสถานะความแข็งแกร่งในธุรกิจค้าปลีกของบริษัทผ่านทางการร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีกชั้นนำในประเทศไทยและมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าการซื้อกิจการโดยใช้เงินกู้ในครั้งนี้ หากประสบความสำเร็จก็จะส่งผลให้ระดับหนี้สินของบริษัทเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทเป็นอย่างมาก

สำหรับประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต มีดังนี้

1.ผลกระทบจากโควิด-19

ธุรกิจค้าปลีกต้องเผชิญกับแรงกดดันจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลทำให้จำนวนลูกค้าลดลงอย่างมากจากมาตรการปิดเมืองและการรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส

โดยทริสเรทติ้งปรับลดอัตราแนวโน้มการเติบโตของบริษัท ซีพี ออลล์ ลงจากประมาณการเดิมเพื่อสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดดังกล่าว ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่ารายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัทจะลดลง 1% ในปี 2563 และจะกลับมาเติบโตในระดับ 6% ต่อปีในช่วงปี 2564-2565 โดยปัจจัยที่ผลักดันการเติบโตของรายได้จะมาจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ยอดขายจากสาขาเดิมคาดว่าจะลดลงอย่างมากในปี 2563 และค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2564-2565

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 รายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัทอยู่ที่ 1.46 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งน้อยกว่าอัตราเติบโตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ระดับ 8%-11% ยอดขายในสาขาเดิมของ 7-Eleven หดตัวลง 4% จากผลกระทบของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสซึ่งรวมถึงการห้ามเดินทางและการลดชั่วโมงการเปิดสาขาในช่วงเวลาเคอร์ฟิว อย่างไรก็ตาม “แม็คโคร” กลับมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าคู่แข่ง โดยมียอดขายในสาขาเดิมเพิ่มขึ้นถึง 7% เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการที่ผู้บริโภคแย่งกันกักตุนสินค้าที่จำเป็นในช่วงที่การแพร่ระบาดถึงจุดสูงสุด ซึ่งช่วยชดเชยยอดขายที่ลดลงของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ โควิด-19 น่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งร้าน 7-Eleven และห้างแม็คโครในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 แต่ทริสเรทติ้งก็คาดว่าสถานการณ์จะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี

2.อัตรากำไรอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ

ทั้งนี้ ความสำเร็จในการปรับปรุงประสิทธิภาพและการเพิ่มยอดรายได้ในกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผลกำไรของบริษัทอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของบริษัทอยู่ที่ระดับ 9.2%-9.5% ในระหว่างปี 2559 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2563 กำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นเป็น 5.23 หมื่นล้านบาทในปี 2562 และ 1.37 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรกของปี 2563 จาก 4.2 หมื่นล้านบาทในปี 2559 นอกจากนี้ บริษัทยังมีแหล่งรายได้และกำไรจากการให้บริการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การเป็นตัวแทนธนาคารพาณิชย์ บริการรับส่งพัสดุ และบริการส่งสินค้าที่บ้าน เป็นต้น จากสมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจะเติบโตมาอยู่ที่ระดับ 5.64 หมื่นล้านบาทในปี 2565 จากระดับ 5.23 หมื่นล้านบาทในปี 2562

3.ภาระหนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น

ภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากการที่บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งบริษัทยังได้ขายหุ้นของ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ออกไปบางส่วนเพื่อนำไปใช้ชำระหนี้ อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทจึงลดลงอย่างมาก โดยอัตราส่วนลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.6 เท่า (ปรับอัตราส่วนให้เป็นตัวเลขเต็มปีด้วยตัวเลข 12 เดือนย้อนหลัง) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 จากระดับ 5.5 เท่าในปี 2557

อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีแผนใช้เงินลงทุนประมาณ 1.6-2.0 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งประกอบด้วยการขยายจำนวนร้านค้า 7-Eleven ประมาณ 700 ร้านและห้างแม็คโครอีกประมาณ 6-8 สาขาต่อปีทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคตอีกด้วย หากการลงทุนในกลุ่มเทสโก้ประสบความสำเร็จก็จะส่งผลให้ระดับหนี้สินของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและจะส่งผลต่อความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทเป็นอย่างมาก โดยทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทน่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 76% จากระดับ 67.5% ในปี 2562 และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายน่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 5.8 เท่าจากระดับ 3.5 เท่าในปี 2562

4.สภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอ

โดยบริษัทมีสภาพคล่องที่ดี กระแสเงินสดจากการดำเนินงานและเงินสดในมือของบริษัทมีเพียงพอสำหรับใช้ในการชำระหนี้ รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายตามแผนลงทุนและจ่ายเงินปันผลตามปกติ อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินปรับตัวมาอยู่ที่ระดับ 20.5% ในปี 2562 และ 20.3% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 (ปรับอัตราส่วนให้เป็นตัวเลขเต็มปีด้วยตัวเลข 12 เดือนย้อนหลัง) จากระดับ 19.4% ในปี 2561 อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ระดับ 4.9 เท่าในปี 2562 และ 6.5 เท่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 เพิ่มขึ้นจาก 4.8 เท่าในปี 2561

5.เป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านค้าสะดวกซื้อ

บริษัทซีพี ออลล์ มีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำในธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อในประเทศไทย บริษัทดำเนินธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อภายใต้เครื่องหมายการค้าสากล “7-Eleven” ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งนี้ ร้านค้า 7-Eleven มีจำนวนประมาณ 2 ใน 3 ของร้านค้าสะดวกซื้อทั้งหมดในประเทศไทย โดย ณ เดือนมีนาคม 2563 บริษัทมีร้านค้า 7-Eleven ทั้งหมดจำนวน 11,983 ร้านทั่วประเทศ โดยเกือบครึ่งหนึ่ง (44%) ของจำนวนร้านค้าทั้งหมดอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนที่เหลือ 56% อยู่ในต่างจังหวัด นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการร้านค้าสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกอีกด้วย ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสาขาของร้านค้า 7-Eleven มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศญี่ปุ่น

สำหรับสมมติฐานกรณีพื้นฐาน มีดังนี้

-รายได้จากการดำเนินงานของบริษัทจะลดลง 1% ในปี 2563 และจะเติบโตที่ระดับ 6% ต่อปีในช่วงปี 2564-2565

-อัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ระดับประมาณ 25% และอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้จะอยู่ที่ระดับประมาณ 9%

-ค่าใช้จ่ายลงทุนจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1.6-2.1 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2563-2565 ไม่รวมเงินลงทุนในการซื้อกิจการของกลุ่มเทสโก้เอเชีย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

CPALL ซีพี ออลล์ การเงิน