‘เมย์แบงก์ฯ’ เปิดรายชื่อ 4 หุ้นเด่นน่าลงทุน ชี้แนวโน้ม SET Index ยังเป็นขาขึ้น
โบรกฯ “เมย์แบงก์ฯ” ประเมินแนวโน้มหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่อง อานิสงส์สถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย-ราคาน้ำมันบวก-แบงก์ชาติอัดสภาพคล่อง เชียร์ลงทุนหุ้นเด่น “CK-CPF-PTTGC-SINGER” แนวโน้มกำไรดี-มีปัจจัยบวกเฉพาะ
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยภาพรวมตลาดหุ้นวันที่ 18 มิ.ย.63 ว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET Index) ปิดลบที่ 1,372.98 จุด ลดลง 3.20 จุด หรือลดลง 0.23% และมีมูลค่าการซื้อขายรวม 70,279.91 ล้านบาท โดยชี้ว่าภาพรวม SET Index ค่อนข้างดูดี แม้ว่าตลาดหุ้นภาคเช้าจะปรับลงจากความกังวลโควิด-19 ระยะที่สองที่เร่งตัวขึ้นในบางประเทศ
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นภาคบ่ายได้อานิสงส์จากกระแสข่าวการควบคุมโควิด-19 ในจีนทำได้ดีขึ้น รวมถึงได้ปัจจัยหนุนจากดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า (Dow Jones Futures) ที่ฟื้นขึ้นมาอยู่ในแดนบวก อีกทั้งราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นเป็นบวกเช่นกัน ทั้งนี้ หุ้นในกลุ่มพลังงานและกลุ่มอาหารปรับขึ้นนำตลาดมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นกลุ่มที่ปรับลงมากที่สุด
“โดยสรุปแล้วตลาดหุ้นไทยวันนี้ ปัจจัยใหม่ๆ มีไม่มาก แต่สามารถแกว่งขึ้นได้จากความคาดหวังเรื่องโควิด-19 รวมถึงสภาพคล่องจากทั่วโลกที่อัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ส่วนแนวโน้มหลังจากนี้เรายังเห็นแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ ซึ่งถือเป็นโมเมนตัมที่ดี และเป็นสัญญาณดีว่าตลาดหุ้นยังมีโอกาสรีบาวด์” นายวิจิตร กล่าว
ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตาม นายวิจิตร กล่าวว่า ในส่วนของต่างประเทศคืนนี้ติดตามการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) โดยคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.1% แต่มีโอกาสเห็นการทำมาตรการ QE เพิ่มขึ้น 1 แสนล้านปอนด์ จากเดิม 6.45 แสนล้านปอนด์ เป็น 7.45 แสนล้านปอนด์ ซึ่งจะเป็นโมเมนตัมเชิงบวกต่อตลาดหุ้น
ส่วนในประเทศเตือนนักลงทุนระวังความผันผวนช่วงปลายตลาด เนื่องจากวันพรุ่งนี้ (19 มิ.ย.) จะเป็นวันที่นักลงทุนเริ่มปรับน้ำหนักการลงทุนตามดัชนี FTSE ซึ่งอาจส่งผลให้ SET Index ระหว่างวันเคลื่อนไหวผันผวน และคาดว่าปริมาณการซื้อขาย ณ สิ้นวันอาจปรับขึ้นสูงกว่าปกติ อย่างไรก็ดี ผลกระทบของการปรับน้ำหนักดังกล่าวจะไม่มากเท่าการปรับน้ำหนักของดัชนี MSCI
ด้านหุ้นเด่นน่าลงทุน ได้แก่
1. บมจ.ช.การช่าง (CK) ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท โดยมองเป็นหุ้นตั้งรับที่ราคาหุ้นยังไม่ค่อยสูงนัก โดยมูลค่าหุ้น (Valuation) ปัจจุบันอยู่ที่ -2.5 S.D. เท่านั้น ขณะที่แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้มีโอกาสรับงานประมูลภาครัฐมากขึ้น รวมถึงคาดว่าจะเริ่มเห็นการกลับมาทำกำไรของบริษัทลูกในช่วงครึ่งเช่นกัน
2. บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ราคาเป้าหมาย 40.20 บาท โดยมองเป็นหุ้นปลอดภัยที่มีกำไรดี
3. บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับขึ้น อีกทั้งไม่มีความเสี่ยงจากกำไรไตรมาส 2/63 และความเสี่ยงทางบัญชีอย่าง บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) อีกทั้งช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าความต้องการใช้พลังงานจะกลับมาตามทิศทางโควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลาย
ทั้งนี้ ปัจจุบันฝ่ายวิจัยให้ราคาเป้าหมายที่ 44.00 บาท โดยอยู่ระหว่างการปรับประมาณการกำไรสุทธิและราคาเป้าหมายขึ้นอีกครั้ง
และ 4. บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) อยู่ระหว่างปรับประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายเช่นกัน ขณะที่ปัจจุบันให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 10.40 บาท โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 2/63 จะมีแนวโน้มออกมาดี รวมถึงปีนี้เป็นปีที่จะพลิกกลับมาทำกำไร หลังจากปี 2562 บริษัทฯ ทยอยปรับโครงสร้างต่างๆ
ทั้งนี้ SINGER ประกอบธุรกิจเช่าซื้อเช่นเดียวกับ บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) และ บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) แต่มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยลูกค้าเพียง 15% เท่านั้น ต่ำกว่าเพดานใหม่ที่ธนาคาแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศช่วยลูกหนี้ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ใหม่