กสิกรไทย แนะลงทุนหุ้น-สินทรัพย์เสี่ยงปั้นยีลด์รับเศรษฐกิจฟื้น
กสิกรไทย-หุ้น
กสิกรไทย มองการลงทุนปี 2564 สดใส ชู 5 ธีมการลงทุน แนะนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงผ่านหุ้นเพิ่มในพอร์ตเป็น 30% จาก 25% สร้างผลตอบแทน พร้อมลงพันธบัตรรัฐบาล-หุ้นกู้เอกชน-ทองคำ หวังลดความผันผวน-พยุงผลตอบแทน ปลื้มปี 2563 สร้างผลตอบแทนให้ลูกค้า 11.4% คาดยอดติดเชื้อแตะสูงสุด ม.ค.-ก.พ.นี้ หนุนเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว
นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในปี 2564 ยังคงสดใส แม้จะท้าทายมากขึ้น เพราะราคาหุ้นหลายกลุ่มเพิ่มขึ้นมากในปีที่ผ่านมา สำหรับพอร์ต K-Alpha ที่แนะนำลูกค้า ยังคงหลักการของพอร์ตหลัก (Core) และพอร์ตเสริม (Satellite) โดยให้ความสำคัญและน้ำหนักที่มากขึ้นกับกองทุนในกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะสร้างความเติบโตให้กับมูลค่าพอร์ตการลงทุน โดยแบ่งเป็นธีมต่าง ๆ ที่มีอยู่ 5 ธีม

ได้แก่ 1. Winner of new economy หรือ ผู้ชนะในเศรษฐกิจใหม่ อย่างเช่นกลุ่มเทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ 2.Health is Wealth หรือการรักษาสุขภาพคือความมั่งคั่งใหม่ ผ่านการลงทุนกลุ่ม Healthcare และนวัตกรรมทางการแพทย์ ทั่วโลก 3.Save the World หรือเทรนด์รักษ์โลก ที่ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด 4.The Rise of China and Asia หรือสินทรัพย์ในจีนและภูมิภาคเอเชีย ที่จะเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
และ 5.Laggard and Cyclical Upturn เช่น หุ้นในภูมิภาคหรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบแรงในปีที่แล้ว และราคายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมทั้งกลุ่มที่ผลประกอบการจะดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
“เรายังคงเชื่อมั่นในกลยุทธ์การลงทุนที่นำเสนอ และจะพยายามสร้างผลงานให้พอร์ตการลงทุนของลูกค้าได้ดีอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับปีก่อนหน้านี้ ที่แม้จะเจอวิกฤตโควิด-19 ตลอดทั้งปี ยังสามารถพาพอร์ตการลงทุนของลูกค้าเติบโตได้ที่ระดับ 11.4% ภายใต้ระดับความเสี่ยง (ค่าความผันผวน) เพียง 7.7% ซึ่งนับว่าความเสี่ยงน้อยมากเมื่อเทียบกับหุ้นโลกภายใต้วิกฤตเดียวกัน เพราะการลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียวอยู่บนความเสี่ยงที่สูงกว่าและกระจุกตัวมากกว่า”
นายตรีพล ภูมิสวนะ Managing Director- Private Banking Business Head ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงภาพรวมการลงทุน “2021: Investment Strategy” ว่า กลยุทธ์การลงทุนในปี 2564 ธนาคารยังคงเน้นการลงทุนสม่ำเสมอและกระจายความเสี่ยง หรือ Stay Invested Stay Diversified โดยแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือ Growth Asset เพื่อรอเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวภายหลังมีการกระตุ้นจากนโยบายการเงิน-การคลัง จะทำให้สินทรัพย์เสี่ยงได้ประโยชน์

สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน ประกอบด้วย 1.พันธบัตรรัฐบาล แม้ว่าผลตอบแทนไม่ดึงดูด แต่เป็นส่วนสำคัญในการรองรับความผันผวนของตลาดหุ้น ซึ่งอาจจะล์อกลงทุนในพันธบัตรสหรัฐ และจีน ได้ 2.หุ้นกู้เอกชน ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นกู้ประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) ทำให้ในช่วงที่ผ่านมามีนักลงทุนเข้ามาในตลาดนี้มากขึ้น
และ 3.Growth Asset หรือหุ้น ซึ่งแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนจากเดิมอยู่ที่ 25% ของพอร์ตการลงทุน เพิ่มป็น 30% เนื่องจากเป็นทางเลือกการลงทุนที่ดีเพื่อเพิ่มผลตอบแทนในปี 2564 ซึ่งมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความสำเร็จของวัคซีน และนโยบายการคลังและการเงินที่มีการอัดฉีดม็ดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบ และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่ 4.ทองคำ จะเป็นตัวช่วยพยุงพอร์ตและความผันผวน และ 5.สินทรัพย์ที่ไม่พึ่งพิงราคาขึ้นลงรายวัน โดยนักลงทุนที่ไม่ต้องการสภาพคล่องและสามารถล็อกระยะเวลาลงทุนได้นานเฉลี่ย 3-5 ปี สามารถลงทุนใน Fixed Maturity Product หรือ FMP ซึ่งเป็นการกระจายในหุ้นกู้ต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศ หรือตราสารหนี้บริษัทเอกชนนอกตลาดหลักทรัพย์ พวก Private Debt และ Private Equity โดยจะช่วยลดความผันผวนระยะสั้นและสร้างความมั่นคงให้พอร์ตระยะยาวได้
“เรายังเน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบสม่ำเสมอและกระจายความเสี่ยง โดยสัดส่วนพอร์ตการลงทุน จะแบ่งเป็น ลงทุนในพอร์ตหลักประมาณ 50% ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว และอีกราว 30% จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงพวกหุ้น และอีก 10% เป็นพอร์ตที่สร้างผลตอบแทนคงที่ และที่เหลืออีก 10% จะเป็นการลงทุนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องการแปรผันของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี โลกในอนาคตจะถูกขับเคลื่อนด้วยเมกะเทรนด์สำคัญ เช่น เทคโนโลยี และเฮลล์แคร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาว”
นางสาวศิริพร สุวรรณการ Managing Director- Financial Advisory Head ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังเป็นบวกมีการฟื้นตัวได้ดี แม้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะยังไม่สิ้นสุด แต่คาดว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจะแตะระดับสูงสุดในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2564 นี้ โดยเศรษฐกิจโลกจะได้รับแรงหนุนจากการเร่งอนุมัติและแจกจ่ายวัคซีน

ซึ่งคาดว่าจะมีประสิทธิภาพควบคุมการแพร่ระบาดได้ โดยประชากรทั่วโลกกำลังทยอยได้รับวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงกลางปี 2564 และจะส่งผลให้ธุรกิจต่าง ๆ ทั้งด้านการค้าขาย การผลิต และการบริโภค สามารถกลับมาเปิดได้อย่างเต็มรูปแบบ เช่นเดียวกับช่วงก่อนเกิดการระบาดในที่สุด
ขณะที่เศรษฐกิจหลักของโลก อย่าง สหรัฐ ยุโรป และจีน จะฟื้นตัวได้ดี หนุนจากการค้าโลกที่จะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ประกอบกับมาตรการการคลังของหลายประเทศที่มีขนาดใหญ่ และออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ในสหรัฐฯ ที่เน้นออกมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19
โดยล่าสุด คณะรัฐบาลของนายโจ ไบเดน ได้เสนอแผน “American Rescue Plan” ที่มีมูลค่ามากกว่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกับนโยบายการเงินในสหรัฐฯ ที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำถึงปี 2566 รวมถึงมีการซื้อสินทรัพย์ในตลาดการเงินต่อเนื่อง ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดยังคงสูง โดยมาตรการกระตุ้นในองค์รวมจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจและสนับสนุนภาคการบริโภค
จากข้อมูลข้างต้น สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยข้อมูลจาก IMF ระบุว่าเศรษฐกิจโลกจะโตกว่า 5% ในปีนี้ จากที่หดตัวมากกว่า 4% ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายความเสี่ยงที่ต้องจับตา คือการต่อสู้ระหว่างจำนวนผู้ติดเชื้อที่เร่งตัวขึ้นกับความรวดเร็วในการแจกจ่ายวัคซีน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ และจีนภายใต้รัฐบาลของ ประธานาธิบดีไบเดน ระดับดอกเบี้ยนโยบายและการสื่อสารของภาครัฐเกี่ยวกับความต่อเนื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงปัจจัยกดดันเงินเฟ้อในระยะยาว