การบินไทย แจง 3 ปม ผู้สอบบัญชี ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน

การบินไทย
Photo by Mladen ANTONOV / AFP

การบินไทย แจง 3 ปม ผู้สอบบัญชี ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน เหตุ THAI “ขาดสภาพคล่องทางการเงินและผิดนัดชำระหนี้-ผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ”

นายชาย เอี่ยมศิริ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี บมจ.การบินไทย (THAI) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ตามที่บริษัทได้นำส่งงบการเงินสิ้นสุดปี 2563 ซึ่งผู้สอบบัญชีได้ตรวจสอบและรับรองงบการเงิน แต่ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินรวมของบริษัทและบริษัทย่อย และงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ ไม่ได้มีสาเหตุจากการถูกจำกัดขอบเขต โดยผู้บริหารหรือการไม่สามารถหาหลักฐานการตรวจสอบงบการเงินได้ แต่เกิดจากผลกระทบต่อความไม่แน่นอน 3 ปัจจัยหลักดังนี้

1.การขาดสภาพคล่องทางการเงินและการผิดนัดชำระหนี้ กลุ่มบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญจำนวน 281,845 ล้านบาท และมีผลขาดทุนเกินทุนจำนวน 128,665 ล้านบาท (ในงบการเงินรวม) และบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนจำนวน 278,878 ล้านบาท และมีผลขาดทุนเกินทุนจำนาน 127,236 ล้านบาท โดยกลุ่มบริษัทมีผลขาดทุนจกการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2556 จนส่งผลให้กลุ่มบริษัทและบริษัทมีผลขาดทุนเกินทุนและขาดสภาพคล่องทางการเงิน ในไตรมาส 2/63

บริษัทฯ เข้าสู่สภาวะการพักชำระหนี้จากการที่ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2563 ซึ่งเป็นเหตุให้บริษัทเข้าเงื่อนไขของการผิดนัดชำระหนี้สินที่คงค้างและผิดนัดชำระหนี้สินที่ทยอยถึงกำหนดชำระ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหนี้การค้า เงินกู้ยืมระยะสั้น เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นกู้และหนี้สินตามสัญญาเช่า

การชำระหนี้สินคงค้างที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี ขึ้นกับการยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้และความสำเร็จในการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ

2.ผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ต่อการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท ซึ่งปัจจุบันได้ขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจ มีผลกระทบต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจการบิน โดยตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. 2563 และวันที่ 25 มี.ค. 2563 บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด ได้เปิดให้บริการเที่ยวบินในประเทศตามเส้นทางเดิม โดยมีการพิจารณาเพิ่มและลดเที่ยวบินตามความต้องการของผู้โดยสาร

รวมทั้งเพิ่มเส้นทางใหม่ในประเทศ ทั้งนี้กลุ่มบริษัทได้เปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศบางส่วน รวมถึงเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ส่วนการพิจารณาให้บริการการบินเส้นทางต่างประเทศตามปกติในเชิงพาณิชย์ จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิด ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแผนการบิน ฐานะการเงิน ความสามารถในการสร้างรายได้ และกระแสงินสดในปัจจุบันและในอนาคตของกลุ่มบริษัท

3.การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ หลังบริษัทได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและเสนอผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2563 โดยศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ วันที่ 27 พ.ค. 2563 และกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 17 สิงหาคม 2563 ต่อมาในวันที่14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้บริษัทฟื้นฟูกิจการและแต่งตั้งผู้ทำแผนตามที่บริษัทเสนอ


ในปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการและคณะผู้ทำแผนอยู่ระหว่างจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อขอความเห็นชอบจากเจ้าหนี้ อย่างไรก็ตามคณะผู้ทำแผนได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอขยายระยะเวลาการส่งแผนฟื้นฟูกิจการ

โดยศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาส่งแผนฟื้นฟูกิจการถึงวันที่ 2 มี.ค. 2564 ทั้งนี้แผนธุรกิจของบริษัท รวมถึงแผนการบินและความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของบริษัทฯ มีองค์ประกอบในการบริหารธุรกิจหลายด้าน รวมถึงการพิจารณาลงมติขอรับแผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้ ความสำเร็จในการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการและความสามารถในการประกอบธุรกิจต่อไปของบริษัทฯ

“การเข้าสู่ศาลล้มละลายกลางเป็นกระบวนการตามปกติของการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายสำหรับกิจการที่ยังมีโอกาสในทางธุรกิจที่จะดำเนินงานต่อไปได้ในระยะยาว ในส่วนการดำเนินงานตามปกติที่หยุดทำการชั่วคราวจากสถานการณ์โควิด-19 นั้น บริษัทยังคงมีแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ในหลายด้าน เช่น การขนส่งสินค้า บริการด้านภัตตาคาร การให้บริการเที่ยวบินพิเศษในการรับคนไทยและต่างชาติกลับประเทศ (Rcpatriation) และบริการภาคพื้นอื่นๆ อยู่ ซึ่งเมื่อสถานการณ์ทั่วโลกดีขึ้น หรือกลับเป็นปกติ บริษัทก็จะกลับมาดำเนินการเต็มรูปแบบต่อไปภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ” นายชายกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียด

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ