เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ตลาดทุน เสนอรัฐกระจายวัคซีนให้โรงพยาบาลเอกชน

29 มี.ค. 2564 | 16:44น.
วัคซีน

วัคซีน

นักวิเคราะห์นักลงทุนฯ ชงรัฐกระจายวัคซีนให้โรงพยาบาลเอกชน ฟาก “อนุทิน” รมว.สาธารณสุข แจงรัฐไม่เคยปิดกั้นหากผู้ผลิตยอมขาย พร้อมเผย “Moderna-sputnik v” เตรียมขอขึ้นทะเบียนกับ อย. กางแผนวัคซีนซิโนแวคลอตใหม่ 8 แสนโดส แบ่ง 1 แสนโดสไปภูเก็ต 5 หมื่นโดสไปสมุย พร้อมจัดสรรพื้นที่เสี่ยง “สมุทรสาคร-กรุงเทพฯ-แม่สอด-แม่สะเรียง” คาดฉีดให้คนไทย 100% ตามกลุ่มที่มีสิทธิ ยกเว้นคนท้อง, คนมีโรคประจำตัว, เด็กต่ำกว่า 18 ปี ด้าน“ไพบูลย์” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ชี้ดัชนี SET ทะลุ 1,580 จุดก่อนเกิดโควิดแล้ว เชื่อมั่นนโยบายรัฐเริ่มสะท้อนเข้ามาในปัจจัยพื้นฐานตลาดทุนไทย เผยตัวชี้วัดต่อไปคือแผนดำเนินการจะทำได้จริงหรือไม่

29 มี.ค.64 นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมโครงการตลาดทุนพบภาครัฐ เพื่อรับทราบมุมมองและแลกเปลี่ยนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดทุนไทย ว่า ช่วงเช้าวันนี้ได้พบนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบัน ซึ่งทางกลุ่มนักลงทุนได้มีข้อแนะนำให้ภาครัฐสามารถกระจายวัคซีนให้โรงพยาบาลเอกชนได้ เพื่อช่วยเพิ่มการฉีดวัคซีนอีกแรงหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วปัจจุบันรัฐบาลเองไม่ได้ปิดกั้น เพียงแต่ขณะนี้ผู้ผลิตวัคซีนทุกรายซึ่งได้เข้ามาพูดคุยกับภาครัฐ มีนโยบายชัดเจนว่าจะขายวัคซีนให้กับเฉพาะภาครัฐเท่านั้น (Government Only)

ดังนั้นยังไม่ทราบว่าโรงพยาบาลเอกชนจะไปนำเข้าวัคซีนมาจากไหน แต่ถ้าโรงพยาบาลเอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนได้ โดยที่วัคซีนนั้นได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ของไทย ภาครัฐเองก็ไม่มีปัญหา ถ้าทำได้ก็ยินดี แต่ถ้าซื้อผ่านเอเย่นจะค้านกับหลัก อย. เพราะคนที่นำเข้ายา เวชภัณฑ์ วัคซีน จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย.เท่านั้น

แต่ทั้งนี้ถ้าผู้ผลิตวัคซีนที่ได้รับ อย.ของไทยแล้วยอมขายให้โรงพยาบาลเอกชน แต่ยังติดไลเซนส์การนำเข้าค่อยมาหารือกันต่อ รัฐพร้อมที่จะหาทางออกให้ เนื่องจากอาจจะมีคนบางกลุ่มที่มีความพร้อมต้องการฉีดวัคซีนก่อน ซึ่งรัฐจำเป็นต้องให้การสนับสนุน

อย่างไรก็ดีขณะนี้รัฐบาลเองก็ไม่ได้ปิดกั้นในการจัดซื้อวัคซีนจากผู้ผลิตรายอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันมี 3 บริษัทที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย.ของไทยแล้วคือ Sinovac, AstraZeneca, Johnson & Johnson และขณะนี้ได้รับการติดต่อจากทาง Moderna และ sputnik v เพื่อขอเข้ามาขึ้นทะเบียน อย.ของไทยเพิ่มเติม

“ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มี.ค.64 รัฐมีการจัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่เป้าหมายต่างๆ แล้วประมาณ 270,500 โดส จากซิโนแวค 1.9 แสนโดส แอสตร้าเซนเนก้า 7.9 หมื่นโดส ฉีดให้ประชาชนไปแล้ว 148,905 โดส และจะมีวัคซีนซิโนแวคเพิ่มอีก 8 แสนโดสในเดือน เม.ย.

โดยวัคซีนซิโนแวคลอตใหม่ 8 แสนโดส จะแบ่ง 1 แสนโดสไปให้จังหวัดภูเก็ต และ 5 หมื่นโดสไปให้เกาะสมุย เพื่อทดสอบความมั่นใจ และยังมีส่วนจัดสรรไปให้พื้นที่เสี่ยง เช่น สมุทรสาคร, กรุงเทพฯ, แม่สอด, แม่สะเรียง เป็นต้น เพื่อป้องกันภูมิคุ้มกันของคน” รมว.สาธารณสุข กล่าว

รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ภายในปี 64 คาดว่ารัฐจะจัดสรรวัคซีนให้กลุ่มที่มีสิทธิได้รับการฉีดวัคซีน 100% (ยกเว้นคนท้อง, คนมีโรคประจำตัว, เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี) ซึ่งปัจจุบันได้คอนเฟิร์มออเดอร์วัคซีนไปแล้ว และจะมีส่วนที่รัฐจะสามารถได้กลับมาจากส่วนเพิ่มบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด จากการที่ Pay Back มาในการสนับสนุนจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้วัคซีนมีความเพียงพอสำหรับคนไทยทุกคน

อย่างไรก็ดีตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นไป เวลาในการกักกันโรค(quarantine) สำหรับคนที่มาจากประเทศไม่มีความเสี่ยงสูงจะลดลงจาก 14 วันเหลือ 10 วัน และสำหรับผู้ได้รับวัคซีนแล้ว โดยเฉพาะวัคซีนที่ได้รับการรับรองโดยองค์การอนามัยโลก(WHO) และเป็นวัคซีนที่ อย.ของไทยให้การขึ้นทะเบียนจะลดวันกักตัวเหลือเพียง 7 วัน และถ้าจากการติดตามภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ จะมีการลดวันกักตัวลงไปตามลำดับ หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ในระยะเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ซึ่งเบื้องต้นได้แจ้งนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบันไปแล้วว่า เหตุผลในการได้รับวัคซีนโควิด-19 สำหรับประเทศไทย ไม่ใช่เพียงเหตุผลหลักคือ ไม่ติดเชื้อ เพราะขณะนี้ก็ยังไม่มีวัคซีนตัวไหนบอกได้ว่าฉีดวัคซีนแล้วจะไม่ติดเชื้อแน่นอน แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดของการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิดคือ จะไม่มีการทวีความรุนแรงของโรค ป่วยแล้วจะไม่ป่วยหนัก และป่วยหนักแล้วจะไม่ตาย

นายไพบูลย์ นลินทรางกรู ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า วันนี้จากการพูดคุยกันค่อนข้างมีความสบายใจและมีความมั่นใจในแง่ทิศทางการเปิดประเทศมากขึ้น รวมไปถึงแผนการจัดหาวัคซีน ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยกลับมาได้เหมือนเดิมในอนาคต และถือเป็นกุญแจตัวที่หนึ่งที่จะนำไปสู่การเปิดประเทศ ขณะที่รัฐบาลก็มีการคุยกับหลายๆ ประเทศในการเปิดประเทศ(travel Bubble) ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีและเป็นแนวทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ดีกหลังจากนี้ยังต้องติดตามจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามามากน้อยแค่ไหนด้วย

จากนี้ไปแน่นอนขึ้นอยู่กับแผนดำเนินการ(Implement) ว่าจะทำได้ตามแผนให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ ซึ่งตลาดทุนได้แต่เฝ้าดูผลงานของรัฐบาลต่อไป แต่ช่วงที่ผ่านมาเสียงตอบรับตลาดทุนเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยดัชนีหลักทรัพย์ไทย(SET) เริ่มกลับเข้าไปสู่ระดับก่อนโควิด ถึงแม้จะช้าเพราะเป็นประเทศท่องเที่ยว แต่ก็แสดงถึงความมั่นใจของนักลงทุน เพราะก่อนโควิดดัชนีอยู่บริเวณ 1,580 จุด (เมื่อสิ้นปี 2562) แต่วันนี้ทะลุจุดนั้นไปแล้ว ถือว่านโยบายรัฐบาลเริ่มสะท้อนเข้ามาในปัจจัยพื้นฐานของตลาดทุนไทย

นอกจากนี้ในปี 2565 ไทยจะได้รับผลเต็มๆ เนื่องจากเป็นประเทศพึ่งพาการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นยิ่งประชากรโลกมีการฉีดวัคซีนมากเท่าไร ประเทศไทยก็จะได้รับอานิสงส์มากเท่านั้น และตลาดทุนไทยก็คาดหวังว่าจะได้เห็นเช่นนั้นเพื่อตอบรับข่าวดี

“โดยทิศทางฟันด์โฟลว์น่าจะเริ่มกลับมาครึ่งปีหลังของปี 64 ไปจนถึงปี 65 ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมีอัพไซต์รออยู่ ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจปรับมุมมองเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นจากเดิมที่มองไว้ที่ระดับ 1,600 จุดอีกด้วย” นายไพบูลย์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วัคซีนโควิด