ทริสหั่นเครดิต BJC แผนลดหนี้ล่าช้าแบกภาระ 2 ปี
“ทริสเรทติ้ง” ปรับลดอันดับเครดิตองค์กร & หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน “เบอร์ลี่ ยุคเกอร์” เป็น “A” จาก “A+” และเปลี่ยนแนวโน้ม เป็น “stable” จาก “negative” จากแผนการลดหนี้ที่ล่าช้าออกไป ส่งผลให้บริษัทต้องแบกภาระหนี้ระดับสูงไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า
รายงานจากทริสเรทติ้งเปิดเผยว่า ทริสเรทติ้งได้ปรับลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เป็นระดับ “A” จากเดิม “A+” และเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “stable” หรือ “คงที่” จากเดิม “negative” หรือ “ลบ”
โดยการลดอันดับเครดิตในครั้งนี้สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินการลดหนี้ของบริษัท และแนวโน้มที่บริษัทจะยังคงมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงต่อไปในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จนไม่สอดคล้องกับอันดับเครดิตในระดับก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะในการแข่งขันที่แข็งแกร่งและผลงานที่ได้รับการยอมรับในธุรกิจหลักของบริษัท อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีปัจจัยลดทอนจากผลการดำเนินงานที่ลดลงของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจค้าปลีกและรายได้จากค่าเช่า ตลอดจนสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแออันเกิดจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

สำหรับประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิตมาจากแผนการลดหนี้ที่ล่าช้า และมีหนี้สินทางการเงินคงอยู่ในระดับสูงอย่างยาวนาน โดยอันดับเครดิตของบริษัทมีข้อจำกัดจากการมีความเสี่ยงทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง โดย ณ เดือน มิ.ย. 2564 หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยของบริษัท ซึ่งรวมถึงหนี้สินทางการเงินที่เกิดจากสัญญาเช่า มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นเกือบ 1.63 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงตั้งแต่มีการซื้อกิจการของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (Big C) ในปี 2559 โดยบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 8.3 เท่า ณ สิ้นปี 2563 และ 8.1 เท่า ณ เดือน มิ.ย. 2564
ทริสเรทติ้งชี้ว่า บริษัทมีความตั้งใจที่จะลดระดับหนี้ลงให้ได้ภายในปี 2564 อย่างไรก็ตาม แผนการลดหนี้ที่บริษัทกำลังศึกษาแนวทางอยู่นั้นต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งในอนาคต ทริสเรทติ้งคาดว่าระดับภาระหนี้ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 1.55-1.6 แสนล้านบาท ในช่วง 3 ปีข้างหน้าเมื่อพิจารณาจากเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่บริษัทต้องใช้ในการขยายสาขาร้านค้าปลีกและขยายกำลังการผลิต
ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งก็คาดว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจะอ่อนแอลงในปี 2564 อันเป็นผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ แต่ก็คาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาในได้ช่วงระหว่างปี 2565-2566 ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายสุทธิที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 8-9 เท่า ในระหว่างปี 2564-2565 และจะลดลงต่ำกว่าระดับ 7 เท่า ในปี 2566
ทั้งนี้ ในปี 2563 ผลการดำเนินงานของบิ๊กซีได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป และสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากยอดขายจากสาขาเดิมของบิ๊กซี ที่หดตัวลดลง 15.3% จากปี 2563 และลดลงที่ระดับ 17.9% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564
ในขณะเดียวกัน รายได้ค่าเช่าของบิ๊กซียังได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดของรัฐบาล โดยร้านค้าที่เช่าพื้นที่ของบิ๊กซีจำนวนมากต้องปิดเป็นการชั่วคราวในช่วงการประกาศมาตรการดังกล่าว รายได้ค่าเช่าของบิ๊กซี ในปี 2563 ลดลง 23% จากปีก่อน เนื่องจากบิ๊กซีมีการผ่อนผันค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าบางส่วนในช่วงมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ในขณะที่การปิดร้านค้าของผู้เช่าบางส่วนได้ส่งผลทำให้อัตราการเช่าพื้นที่ลดลง
โดยในมุมมองของทริสเรทติ้งคาดว่า แนวโน้มของธุรกิจค้าปลีกของบริษัทในปี 2564 น่าจะยังคงอ่อนแอ โดยสมมุติฐานพื้นฐานคาดว่า ยอดขายจากสาขาเดิมของบิ๊กซีจะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2564 ในขณะที่รายได้ค่าเช่าจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลายระลอก
นอกจากนี้ ภายใต้สมมุติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่า รายได้จากการดำเนินงานของบริษัทในปี 2564 จะลดลงประมาณ 10% จากปี 2563 อย่างไรก็ตาม คาดว่ารายได้จากกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจสินค้าและบริการเวชภัณฑ์ในปี 2564 จะไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการแพร่ระบาดหลายระลอก
ทั้งนี้ ธุรกิจที่หลากหลายน่าจะช่วยบรรเทาความรุนแรงจากผลกระทบในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงได้บ้าง ส่วนด้านสภาพคล่อง ประเมินว่าสภาพคล่องของบริษัทจะอยู่ในวิสัยที่สามารถบริหารจัดการได้