Bitkub ชี้ยุคไฟแนนซ์ 3.0 เงินไม่ใช่กระดาษ เศรษฐกิจดิจิทัลผลักดัน GDP

REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

ซีอีโอ “Bitkub” ชี้ยุคไฟแนนซ์ 3.0 ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เงินไม่ใช่กระดาษ เศรษฐกิจดิจิทัลผลักดันเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกแค่ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบสินทรัพย์ทั่วโลก 500 ล้านล้านดอลลาร์ โอกาสโตมหาศาล ฉายภาพเฟสสอง “คริปโทฯ” สู่ transaction protocol “โอนเงินข้ามประเทศ-ธุรกรรม Payment

วันที่ 13 กันยายน 2564 นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ BITKUB กล่าวว่า ในอนาคตสิ่งที่คอนเฟิร์มได้ 100% คือ เงินจะไม่ใช่ “กระดาษ” แต่จะเป็น “ดิจิทัล” และเศรษฐกิจดิจิทัลจะมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจ Physical อย่างมหาศาล โดย Digital Economy จะเป็นกลุ่มธุรกิจหลักที่ผลักดัน GDP ในประเทศไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

“ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์การเงิน เงินจะเปลี่ยนรูปแบบไปทุกๆ 50 ปี และมักเปลี่ยนหลังจากเกิดวิกฤต ซึ่งตอนนี้เราเห็นชัดเจนว่ามี ดิจิทัลบาท, ดิจิทัลหยวน ที่กำลังจะออกมาใช้ในปี 65 ดังนั้นถ้าคนไทยปรับตัวช้า ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะไม่สามารถควบคุมเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และเงินไหลเข้าออกในประเทศได้ เพราะฉะนั้นจำเป็นมาก เพราะเงินในยุคไฟแนนซ์ 3.0 คือ Computer program เพราะฉะนั้น Financial Player ต้องเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะกับ Financial Platform กับโลกอนาคต” นายจิรายุส กล่าว

ปัจจุบัน BITKUB เป็นกลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับบล็อกเชนและคริปโทเคอร์เรนซีที่ใหญ่สุดในประเทศไทย มีทั้งหมด 4 บริษัทในเครือคือ 

1.BITKUB Exchange ไฟแนนซ์เชียลแพลตฟอร์มที่ทำให้ทุกคนสามารถซื้อขายคริปโทฯ หรืออินเทอร์เน็ตโxiโ9คอลได้ ปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 2.3 ล้านบัญชี มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 50,000 ล้านบาท ยอดเทรดประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาทต่อวัน

2.BITKUB BlockChain technology แพลตฟอร์มช่วยสร้างดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์ ให้คนไทยสามารเข้ามาสร้าง asset tokenization และอยู่ในช่วงที่กำลังสร้างตลาด NFT 


3.BITKUB Academy เป้าหมายต้องการสร้าง Open Education system ให้กับประเทศไทย เพื่อให้ทุกคน Re-skill และ Up-Skill ได้ในรูปแบบเปิด เพื่อเป็นการศึกษาแบบใหม่

4.BITKUB Venture บริษัทที่ลงทุนในสตาร์ตอัพรุ่นใหม่และโปรโตคอลต่าง ๆ เพื่อสร้าง Revenue sharing โดยปัจจุบันมีพนักงานรวมทั้งหมด 1,478 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัพที่โตเร็วมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

นายจิรายุสกล่าวต่อว่า การพัฒนาในวงการนี้จะพัฒนาเป็นเฟส ๆ ซึ่งปัจจุบันตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกอยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ที่ 70 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกอยู่ที่ 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าเทียบกับสินทรัพย์ทั่วโลกรวมอยู่ที่ 500 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ฉะนั้นตลาดคริปโทฯ ถือว่ายังเล็กมาก ๆ ดังนั้นต่อไปถ้าขอแค่เงิน 1% ของพอร์ตไหลเข้ามาสู่ตลาดคริปโทฯ จะเติบโตได้อีกมาก

“ตอนแรกการเทรดคริปโทฯ เช่น bitcoin เป็นเหมือนกันไว้เก็งกำไรเหมือนซื้อขายทองคำ แต่พอพัฒนามาอีกเฟสสองจะเป็น transaction protocol ไว้สำหรับโอนเงินข้ามประเทศ หรือธุรกรรม Payment ต่าง ๆ โดยไม่สามารถโกงกันได้ ซึ่งปัจจุบันเริ่มผู้ประกอบการนำร่องการซื้อขายกันแล้ว อาทิ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (แสนสิริ, อนันดาฯ) เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการดังกล่าวจะได้รับเงินเป็นสกุลบาท โดยกระบวนการของเงินดิจิทัลจะวิ่งเข้าสู่กระเป๋าสตางค์ Bitkub บริษัทจะแปลงเงินเป็นอันตราแลกเปลี่ยน ณ ราคาปัจจุบัน และบริษัทจะโอนเงินบาทเข้าบัญชีผู้ประกอบการ โดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่าลูกค้าใช้เหรียญอะไรในการชำระ” นายจิรายุสกล่าว

นอกจากนี้หากเปิดประเทศมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทย และไม่อยากกดเงินจากตู้ ATM หรือเดินไป Superrich เพราะกังวลถูกชาร์จค่าธรรมเนียมและคิดอัตราแลกเปลี่ยนแพง สามารถเก็บ Stable coin USDP โดยเปิดบัญชี Bitkub ล่วงหน้า พอถึงที่สนามบินสุวรรณภูมิกดขายจะแปลงเป็นเงินบาทในบัญชีลูกค้า สามารถเชื่อมเป็น Cardless ATM ได้ทันที โดยส่งตัวเลข Password ผ่าน SMS บนซิมเครือข่ายไทย หรือทางอีเมล์ลูกค้าได้โดยตรง เพื่อกดเงินบนตู้ ATM ทุกสาขาในประเทศไทยได้ ไม่ต้องมีบัตรหรือบัญชีธนาคารในไทย ซึ่งทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้าในต้นทุนที่ต่ำมากๆ หรือการทำ humanization เชื่อมกับ Real sector ให้เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น หรือในอนาคตอาจจะมี Bitcoin Debit card และอยู่บน Visa, Master Card

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ