ไทยพาณิชย์ ออก 6 กองทุน SSF รับกระแสลดหย่อนภาษีปลายปี

กองทุน Fund Graph

บลจ.ไทยพาณิชย์ เสนอขายหน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม (SSF) เพิ่ม 6 กองทุน แบ่งเป็น กองทุนหุ้นต่างประเทศ และกองทุนตามธีม เน้นลงทุนในประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐ ยุโรป และธีมเซมิคอนดักเตอร์-เฮลท์แคร์ สร้างโอกาสลงทุนระยะยาวจากเศรษฐกิจที่โตต่อเนื่อง พร้อมรับกระแสลดหย่อนภาษีปลายปีนี้

วันที่ 23 กันยายน 2564 นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า จากภาพรวมเศรษกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะในตราสารทุน นำโดยประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐ ยุโรป จะสามารถสร้างโอกาสจากการลงทุนระยะยาวได้ จึงได้เปิดเสนอขายหน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม (SSF) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มจากเดิมอีก 6 กองทุน แบ่งเป็น กองทุนหุ้นต่างประเทศ 4 กองทุน และกองทุนตามธีม 2 กองทุน

นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส

ทั้งนี้ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านตลาดสามารถสร้างผลตอบแทนดีอย่างต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ ประกอบกับนโยบายภาครัฐและนโยบายการเงินก็เป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง สำหรับในระยะถัดไปคาดว่าตลาดจะยังคงสามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนการระบาด โดยปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมมาจากการผ่านงบประมาณการคลังระยะยาวและประสิทธิภาพของวัคซีน

ถึงแม้ว่าเฟดจะเริ่มทยอยลดวงเงินอัดฉีดสภาพคล่องแต่สาเหตุก็มาจากภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวดี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตาได้แก่ การปรับขึ้นภาษีโดยเฉพาะภาษีนิติบุคคล อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวต่อเนื่องของตลาดแรงงานซึ่งอาจส่งผลให้นโยบายการเงินตึงตัวเร็วกว่าคาด รวมถึงการระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงให้อาจมีนโยบายล็อกดาวน์เพิ่มเติมในบางพื้นที่ได้ในอนาคต

นอกจากนี้ บลจ.ไทยพาณิชย์ ยังมีตัวเลือกการลงทุนอื่น ๆ ในตลาดสหรัฐ ด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่างกัน ทั้งรูปแบบการบริหารเชิงรุกที่เน้นการคัดเลือกหลักทรัพย์รายตัวเข้าสู่พอร์ต เพื่อเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด และเชิงรับที่ลงทุนตามสัดส่วนของดัชนี เพื่อเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนอีกด้วย

ส่วนตลาดหุ้นยุโรปนั้น เริ่มฟื้นตัวหลังจากถูกมองเป็นตลาดที่ laggard ในช่วงก่อนหน้า โดยมาจากปัจจัยบวกด้านสภาพคล่อง ความผ่อนคลายทางการเมือง และการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง ประกอบกับตลาดหุ้นในยุโรปมีลักษณะเป็นหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical Stock) และหุ้นกลุ่มมูลค่า (Value Stock) เป็นสัดส่วนหลักในตลาด ซึ่งจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการกลับมาเปิดกิจกรรมเศรษฐกิจ จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต

สำหรับกองทุนหุ้นต่างประเทศทั้ง 4 กองทุน ได้แก่

1.กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส แอคทีฟ (ชนิดเพื่อการออม) – SCBUSA(SSF) ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ Morgan Stanley Investment Fund -US Growth Fund (กองทุนหลัก) ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน เน้นลงทุนหุ้นบริษัทในสหรัฐฯ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการแพทย์ กลุ่มสื่อสาร และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่น่าจับตามอง

2.กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส เอ็นดีคิว (ชนิดเพื่อการออม) – SCBNDQ(SSF) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ Invesco NASDAQ 100 ETF (QQQM) (กองทุนหลัก) ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน เป็นกองทุนประเภท Exchange Traded Fund (ETF) จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ประเทศสหรัฐฯ บริหารโดย Invesco Capital Management LLC ส่วนกองทุนหลักจะลงทุนในหุ้นของบริษัททั้งในและนอกประเทศสหรัฐฯ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุด จำนวน 100 บริษัท และเป็นส่วนประกอบของดัชนี NASDAQ-100 โดยเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำ

3.กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส ดีเจไอ (ชนิดเพื่อการออม) – SCBDJI(SSF) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ SPDR Dow Jones Industrial Average ETF Trust (กองทุนหลัก) ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน เป็นกองทุนประเภท Exchange Traded Fund (ETF) จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค (NYSEArca) ประเทศสหรัฐ บริหารโดย State Street Global Advisor โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี Dow Jones Industrial Average ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นบริษัทขนาดใหญ่และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมจำนวน 30 ตัว ที่มีการซื้อขายใน New York Stock Exchange และ NASDAQ

4.กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยุโรป (ชนิดเพื่อการออม) – SCBEUROPE(SSF) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ Morgan Stanley Investment Funds – Europe Opportunity (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน Z Accumulation ในสกุลเงินยูโร โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน บริหารโดย Morgan Stanley จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของประเทศลักเซมเบิร์ก โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีคุณภาพดี และมูลค่าน่าสนใจในทวีปยุโรปรวมประเทศอังกฤษที่เริ่มฟื้นตัว เพื่อโอกาสทำกำไรที่เหนือกว่าดัชนีด้วยการลงทุนเชิงรุกในหุ้นคุณภาพของยุโรปทุกตลาด ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมรวมถึงประเทศอังกฤษ


ส่วนกองทุนตามธีม จำนวน 2 กองทุน ได้แก่ 1.กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Semiconductor (ชนิดเพื่อการออม) – SCBSEMI(SSF) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ VanEck Vectors Semiconductor UCITS ETF (กองทุนหลัก) ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ London Stock Exchange ประเทศอังกฤษ บริหารโดย VanEck Asset Management B.V. และอยู่ภายใต้ UCITS ส่วนกองทุนหลักจะลงทุนโดยมุ่งเน้นให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนี MVIS US Listed Semiconductor 10% Capped Index (MVSMCTR) โดยประกอบไปด้วยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

2.กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Healthcare Innovation (ชนิดเพื่อการออม) – SCBIHEALTH(SSF) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ Baillie Gifford Worldwide Health Innovation Fund (กองทุนหลัก) ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน บริหารโดย Baillie Gifford Investment Management (Europe) Limited จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของประเทศไอร์แลนด์ และอยู่ภายใต้ UCITS โดยกองทุนหลักมุ่งเน้นการเติบโตระยะยาว และลงทุนครบครันในธีมนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

นางนันท์มนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งโดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยเซมิคอนดักเตอร์เป็นส่วนประกอบหลักสำคัญในการขับเคลื่อนโลกดิจิทัลส่งผลให้อุตสาหกรรมกลุ่มนี้มีการเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่อัดฉีดงบในการพัฒนาและผลิตชิ้นส่วน advance semiconductor และสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่บริษัทที่สั่งซื้อมาใช้ในธุรกิจอีกด้วย

ส่วนกลุ่มนวัตกรรมการแพทย์ทั่วโลกมองว่า ปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดโดยมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามามีส่วนช่วยเพื่อให้การรักษามีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการรักษาที่ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาตามอาการ การวินิจฉัย เครื่องมือและอุปกรณ์ ซึ่งแตกต่างจาการแพทย์แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้เวลาเข้าถึงยากและราคาสูง

นอกจากนี้ GDP ที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ของแต่ละประเทศรวมถึงการที่นำหุ่นยนต์ผ่าตัดมาใช้งานมากขึ้นนั้นได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจ รวมถึงต้นทุนการศึกษาด้านพันธุกรรมที่ปรับตัวลงยังส่งผลให้เกิดนวัตกรรมที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ