ส่องพฤติกรรมคนฝากเงิน 2 ปีโควิด-สัดส่วน “บัญชีต่ำ 1 ล้าน” ฮวบ

โอนเงินเยียวยา

ส่องพฤติกรรมฝากเงินช่วง 2 ปีโควิด “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” เผยปีแรกคนตื่นตระหนกเทขายสินทรัพย์เสี่ยงหันมาฝากเงินดันยอดพุ่ง 10.7% พอเข้าสู่ปีที่ 2 ยอดเงินฝากเริ่มชะลอขณะที่เข้าไปดูไส้ในพบธุรกิจแห่กอดเงินสดมากกว่ารายย่อย นอกจากนี้ ยังพบว่าช่วงโควิดคนมีเงินฝากมากกว่า 1 ล้านบาท มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น สวนทางกลุ่มมีเงินฝากไม่ถึง 1 ล้านที่สัดส่วนลดลง

ฟาก “ซีไอเอ็มบี ไทย” ชี้ปัจจุบันสภาพคล่องยังล้นระบบ เหตุคนกังวล “โอไมครอน”ด้าน “แบงก์กรุงเทพ” ชี้พฤติกรรมเงินฝากธุรกิจช่วงวิกฤตจะแบ่งเงินฝากเป็น 2 ก้อน “เก็บสภาพคล่องรอลงทุนใหม่-เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน”

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ด้านเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงที่เกิดโควิด-19 พบว่าปี 2563 ที่เป็นปีแรกที่เกิดโควิดมีอัตราการเติบโตของเงินฝากอยู่ที่ 10.7% หรือมียอดเงินฝาก 14.62 ล้านล้านบาท นับเป็นภาพที่ไม่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2557 ที่เงินฝากเติบโต 2 หลักในทุกเดือน

ซึ่งรอบนี้มาจากคนตื่นตระหนกเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และเก็บเงินในที่ปลอดภัยเพื่อรอดูสถานการณ์ ต่อมาในปี 2564 เงินฝากยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่ในอัตราชะลอลง ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่สูงในปีก่อน โดย ณ เดือน ต.ค. 2564 ยอดเงินฝากคงค้างอยู่ที่ 15.18 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.8%

ทั้งนี้ หากแบ่งประเภทผู้ฝากเงินพบว่า เงินฝากธุรกิจมีการเติบโตสูงกว่ารายย่อยทั้งในช่วงปี 2563-2564 เนื่องจากภาคธุรกิจต้องการกอดสภาพคล่องไว้เพื่อรอดูสถานการณ์ว่าจะลงทุนหรือใช้จ่าย

โดยหากดูยอดเงินฝากธุรกิจปี 2563 เติบโตสูงถึง 15.3% และปี 2564 จนถึงเดือน ต.ค. เติบโต 6.6% ส่วนเงินฝากรายย่อยปี 2563 ขยายตัว 11.1% และในเดือน ต.ค. 2564 เติบโตที่ 3.9%



นางสาวกาญจนากล่าวว่า โดยสำหรับเงินฝากรายย่อย แบ่งกลุ่มผู้ฝากเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่มีเงินฝากต่ำกว่า 1 ล้านบาท และ 2.กลุ่มที่มีเงินฝากสูงกว่า 1 ล้านบาท จะพบว่าก่อนจะเกิดโควิดหรือในช่วงปี 2562 สัดส่วนกลุ่มที่มีเงินฝากมากกว่า 1 ล้านบาทอยู่ที่ 63% และขยับเพิ่มขึ้นเป็น 64.6% ณ เดือน ต.ค. 2564 ส่วนกลุ่มต่ำกว่า 1 ล้านบาท ปรับลดลง 37% มาอยู่ที่ 35.4%

“ในช่วงโควิด-19 จะเห็นการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก ในกลุ่มเงินฝากมากกว่า 1 ล้านบาท จากที่ ณ สิ้นปี 2562 มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 3.6% ก็ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 14.1% ในปี 2563 ส่วนปี 2564 ณ เดือน ต.ค.เติบโตอยู่ที่ 3.8% ส่วนกลุ่มเงินฝากต่ำกว่า 1 ล้านบาท ขยายตัว 2.3% ก็ขยับเป็น 6% และ 4% ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินฝากรายย่อยส่วนใหญ่จะกองไว้ที่บัญชี CASA (กระแสรายวันและออมทรัพย์) ที่เห็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 61.2% ในปี 2562

และล่าสุดเดือน ต.ค. 2564 อยู่ที่ 73.1% เป็นเพราะ CASA ให้ดอกเบี้ยใกล้เคียงกับเงินฝากประจำ แต่ยืดหยุ่นกว่าในการเบิกใช้ ทำให้คนเลือกฝากใน CASA สัดส่วนเพิ่มขึ้น” นางสาวกาญจนากล่าว

นายเอกสิทธิ์ พฤฒิพลากร ผู้บริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ในช่วงวิกฤตโควิดจนถึงปัจจุบันสภาพคล่องในระบบเงินฝากยังคงล้น โดยเงินฝากยังเติบโตอยู่เนื่องจากมีการระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่โอไมครอน

อย่างไรก็ดี กลุ่มเงินฝากที่เติบโตต่อเนื่องจะเป็นกลุ่มลูกค้าระดับกลางและบนที่มีเงินฝากเฉลี่ย 2-3 ล้านบาทขึ้นไป สะท้อนจากการเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ “Speed D+” ของธนาคารที่ให้ดอกเบี้ย 1.6%

ซึ่งภายในระยะเวลาแค่ 20 วัน มียอดเงินฝากสูงถึง 700 ล้านบาท เมื่อเทียบกับบัญชีเงินฝากชิลดีที่เป็นกลุ่มที่มีเงินฝากเฉลี่ย 1-5 หมื่นบาท อัตราการเปิดบัญชีค่อนข้างช้ากว่า สะท้อนว่ากลุ่มระดับบนมีความตื่นตระหนกกับเหตุการณ์และต้องการเก็บสภาพคล่องไว้ก่อน

“คาดว่าภายในสิ้นปี 2564 ยอดเงินฝากรายย่อยรวมอยู่ที่ 1.25 แสนล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 1.45 แสนล้านบาท จะเห็นว่ายอดคงค้างหายไปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับภาพรวมสินเชื่อที่ลดลง

แต่เงินฝากยังคงล้นเพราะการลงทุนยังคงมีความเสี่ยง และคนก็รอดูสถานการณ์โอไมครอนจึงไม่กล้าเสี่ยงส่วนในปี 2565 เรายังคงตั้งเป้าเงินฝากเติบโตเพิ่มขึ้นสุทธิราว 5,000ล้านบาท ส่งผลให้เงินฝากโดยรวมอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท”

นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพกล่าวว่า ช่วงโควิดจะเห็นว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจค่อนข้างหยุดชะงัก ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องชะลอแผนการลงทุนต่าง ๆ เพื่อรอดูสถานการณ์ ทำให้เกิดภาพการไหลเข้าของสภาพคล่องจากภาคธุรกิจและรายย่อยไปสู่เงินฝากค่อนข้างมาก เพราะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย


“ในระหว่างที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่สามารถทำได้ ส่งผลให้ภาพรวมเงินฝากอยู่ใน 2 สถานะด้วยกัน คือ การเก็บสภาพคล่องส่วนหนึ่งเพื่อรอการลงทุนครั้งใหม่ และอีกส่วนเป็นสภาพคล่องไว้ใช้ยามฉุกเฉินเพื่อรองรับความเสี่ยง อย่างไรก็ดี คาดว่าการระบาดของโอไมครอนทั้งภาคธุรกิจและรายย่อยจะมีการวางแผนทางการเงินที่ดีขึ้น” นายทวีลาภกล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ