คริปโทฯ-หุ้น-ทอง กอดคอราคาร่วง “บิตคอยน์” ดิ่งหนักต่ำสุดรอบ 1 เดือน

คริปโท หุ้น ทอง

นักลงทุนแห่เทขายสินทรัพย์ “คริปโทฯ-หุ้น-ทอง” กอดคอร่วงยกแผง หลังรายงานเฟดส่งสัญญาณดูดสภาพคล่องออกจากระบบเร็วขึ้น เผย “บิตคอยน์” ร่วงหนักต่ำสุดรอบ 1 เดือน ขณะที่ “อีเทอเลี่ยม-ไบแนนซ์-โซลานา” ดิ่ง 6-7% ส่วนหุ้นเปิดตลาดลบไป 14.22 จุด ด้านทองคำวูบ 50 บาท

วันที่ 6 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 ม.ค.) ราคาเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี่ร่วงกันยกแผง นำโดยบิตคอยน์ (BTC) ที่ร่วงลงหนัก จนหลุด 44,000 เหรียญสหรัฐ ปรับตัวลดลง 5.2% จากวันก่อนหน้า ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 1 เดือน โดยราคาดิ่งลงที่ 43,455.60 เหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับราคาอีเทอเลี่ยม (ETH) ปรับตัวลดลง 6.59% มาอยู่ที่ 3,539.86 เหรียญสหรัฐ ส่วนไบแนนซ์คอยน์ (BNB) ปรับตัวลดลง 6.55% มาอยู่ที่ 473.81 เหรียญสหรัฐ
ด้านโซลานาคอยน์ (SOL) ปรับตัวลดลง 7.81% มาอยู่ที่ 154.66% และ โดชคอยน์ ปรับตัวลดลง 0.01% มาอยู่ที่ 0.15 เหรียญสหรัฐ

ขณะที่หุ้นไทยวันนี้ (6 ม.ค.) ดัชนี SET Index เปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,662.57 จุด ปรับลง -14.22 จุด หรือคิดเป็น -0.85% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 5,055 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.00.19 น. และ ปิดตลาดช่วงเช้า อยู่ที่ระดับ 1,660.40 จุด ปรับลง -16.39 จุด

ส่วนราคาทองคำวันนี้ (6 ม.ค.) ช่วงเช้าราคาปรับลดลง 50 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับราคาปิดวานนี้ (5 ม.ค.) โดยราคาทองรูปพรรณลงมาอยู่ที่บาทละ 29,050 บาท อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากสมาคมค้าทองคำ ที่เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ เมื่อเวลา 09.26 น.

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆปรับตัวลงในวันนี้ เกิดจากการดูดสภาพคล่องจากระบบ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศจะดูดสภาพคล่องเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยหรือลดงบดุลลงที่อาจเร็วกว่าคาด ทำให้สัญญาณสินทรัพย์เสี่ยงปรับลดลงตาม ทั้งหุ้นและคริปโทเคอร์เรนซี่ จึงถูกขายทำกำไรออกมา

“เนื่องจากไทยอยู่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำมาเกือบ 2 ปี ทำให้นักลงทุนมีพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูง (search for yield) มีการเก็งกำไรทั้งตลาดหุ้นและคริปโทฯ แต่เมื่อสภาพคล่องที่ลดลงมา ทำให้การเก็งกำไรลดน้อยลง มีโอกาสถูกเทขายลงมา” นายภราดรกล่าว

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย มีปัจจัยลบที่เข้ามากดดันภาพรวมตลาดในระยะนี้อยู่ 2 ปัจจัย ปัจจัยแรก เป็นปัจจัยจากต่างประเทศที่เฟดเปิดเผยรายงานการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งเริ่มมีการพูดถึงการลดขนาดงบดุลที่มีโอกาสจะเกิดเร็วขึ้น ซึ่งส่วนนี้ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องในระบบที่อาจจะลดลงเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์

ขณะที่ปัจจัยที่สองมาจากปัจจัยภายในประเทศที่สถานการณ์โควิด-19 มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาทะลุ 5,000 รายต่อวัน ถือว่าเป็นตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงสุดในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ตรงนี้ก็ทำให้ต้องติดตามในตัวของศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) ที่จะมีการประชุมพรุ่งนี้ว่าจะมีการออกมาตรการอย่างไรที่เข็มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมสถานการณ์

“ความไม่แน่นอนจาก 2 ส่วนนี้ เป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นในร่วงลงมาในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยในช่วงเปิดปีใหม่มาค่อนข้างที่จะบวกขึ้นมาได้ค่อนข้างดีพอสมควร จึงเป็นภาพของการโดนเทขายสินทรัพย์ลงมา ส่วนกระทรวงสาธารณสุข ที่มียกระดับเตือนภัยโควิดจาก 3 เป็นการเตือนระดับ 4 ที่มีการปิดสถานที่เสี่ยง ที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อ มีการเพิ่มมาตรการต่าง ๆ ให้มากขึ้นก็เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่กดดันตลาดหุ้นในเช้านี้” นายชาญชัยกล่าว


นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก กล่าวว่า ราคาทองคำตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เป็นไซด์เวย์ (SideWay) หรือเคลื่อนที่อยู่ในกรอบแคบ เพราะถูกกดดันจากเฟด เกี่ยวกับนโยบายด้านการเงิน และรายงานการประชุมครั้งล่าสุดที่ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกจะเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และการลดวงเงิน QE เร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันให้ราคาทองคำไม่ไปไหนไกล เพราะเป็นข่าวร้ายที่ค่อยกดดันอยู่