เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่า แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปีครึ่งครั้งใหม่

เงินบาท

เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปีครึ่งครั้งใหม่  ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย หุ้นไทยผันผวน แต่ฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนจากแรงหนุนของตัวเลขส่งออกไทย จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า สถานการณ์เงินทุนต่างชาติ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิ.ย. และสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน

วันที่ 3 กรกฎาคม 2565 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลง และทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปีครึ่งครั้งใหม่ที่ 35.66 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทั้งนี้เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากความหวังต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี และมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากสัญญาณซื้อสุทธิหุ้นไทยของต่างชาติ และการขยับแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินเอเชียตามทิศทางของค่าเงินหยวน ซึ่งได้รับอานิสงส์จากรายงานข่าวที่ระบุว่า ทางการจีนเริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงเทขาย ซึ่งอาจจะเป็นการปรับโพสิชันก่อนจบช่วงครึ่งแรกของปี

อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปีครึ่งครั้งใหม่ในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนในฐานะสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประกอบกับสัญญาณล่าสุดจากประธานเฟดยังคงย้ำถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับความเสี่ยงที่ปัญหาเงินเฟ้อและการคาดการณ์เงินเฟ้อค้างอยู่ในระดับสูงยาวนาน

ค่าเงินบาท-3 ก.ค.

ในวันศุกร์ที่ 1 ก.ค. 2565 เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 35.63 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 35.48 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (24 มิ.ย.) ขณะที่ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย.-1 ก.ค. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,495 ล้านบาท ขณะที่มีสถานะเป็น NET INFLOW เข้าสู่ตลาดพันธบัตร 62.2 ล้านบาท (โดยแม้ต่างชาติจะซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 482.2 ล้านบาท แต่ก็มีตราสารหนี้ที่หมดอายุ 420 ล้านบาท)

ส่วนสัปดาห์ถัดไป (4-8 ก.ค.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ระดับ 35.00-36.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์เงินทุนต่างชาติ และตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิ.ย. ของไทย ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP และดัชนี PMI/ISM ภาคบริการเดือนมิ.ย. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนพ.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และรายงานการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 14-15 มิ.ย.



นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางออสเตรเลีย รวมถึงดัชนี PMI ภาคบริการเดือนมิ.ย. ของจีน ยุโรป และอังกฤษ และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนพ.ค.ของยุโรปด้วยเช่นกัน

ส่วนความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวนต่อเนื่อง ทั้งนี้หุ้นไทยดีดตัวขึ้นช่วงต้นสัปดาห์ตามตลาดหุ้นต่างประเทศ ประกอบกับมีแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามา ก่อนจะร่วงลงแรงในเวลาต่อมาหลังนักลงทุนกลับมากังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยอีกครั้ง ขณะที่เฟดยืนยันจะเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อต่อไป

อย่างไรก็ดี หุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้เล็กน้อยช่วงปลายสัปดาห์สวนทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยมีแรงหนุนจากตัวเลขส่งออกไทยล่าสุดที่ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับมีแรงซื้อคืนหุ้นหลายกลุ่ม อาทิ อสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี และธนาคารที่ได้รับอานิสงส์จากการยกเลิกเพดานการจ่ายเงินปันผล

set-3 ก.ค.

ในวันศุกร์ (1 ก.ค.) ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,572.67 จุด เพิ่มขึ้น 0.25% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 59,307.70 ล้านบาท ลดลง 4.26% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 1.49% มาปิดที่ 597.48 จุด

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (4-8 ก.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,550 และ 1,535 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,580 และ 1,600 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนมิ.ย. ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ รวมถึงประเด็นรัสเซีย-ยูเครน


ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการบริการ ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนมิ.ย. รวมถึงบันทึกการประชุมเฟด ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตและยอดค้าปลีกเดือนพ.ค. ของยูโรโซน รวมถึงดัชนี PMI เดือนมิ.ย. ของจีน ญี่ปุ่น อังกฤษและยูโรโซน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ