ส่องรายละเอียดงบประมาณ Thai PBS ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ปี 2551 จนถึงปี 2566 ใช้เงินภาษีไปเท่าไร มีรายได้เท่าไร และใช้จ่ายเยอะแค่ไหน
ไทยพีบีเอส (Thai PBS) องค์กรสื่อสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เพื่อดำเนินการสื่อสาธารณะ สร้างสรรค์รายการคุณภาพ คำนึงถึงผลประโยชน์สาธารณะและประชาชน โดยใช้งบประมาณภาษีประชาชน ไม่ต้องของบประมาณรัฐบาลหรือพึ่งทุนเอกชน และไม่มีการโฆษณาเชิงพาณิชย์
แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในภูมิทัศน์สื่อ เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต รวมถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้การใช้งบประมาณของ Thai PBS ที่ในแต่ละปี ได้รับจัดสรรงบประมาณจากภาษีบาป ราว 2,000 ล้านบาท ถูกประชาชนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และโจทย์เรื่องการใช้งบประมาณ ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ผู้ได้รับเลือกเป็นผู้อำนวยการ Thai PBS คนใหม่ จะต้องเข้ามาดูแลและบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อมูลงบประมาณของ Thai PBS ช่วง 16 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การก่อตั้งเมื่อปี 2551 จนถึงปี 2566
แหล่งรายได้หลักของ Thai PBS
มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.Thai PBS พ.ศ. 2551 ระบุว่า ให้องค์การมีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ และจัดสรรให้เป็นรายได้ขององค์การ โดยให้มีรายได้สูงสุดปีงบประมาณละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการปรับเพิ่มรายได้สูงสุดตามมาตรานี้ทุก 3 ปี เพื่อให้องค์การมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ โดยให้พิจารณาถึงอัตราเงินเฟ้อของปีที่ผ่านมาประกอบกับขอบเขตการดำเนินงานขององค์การที่เปลี่ยนแปลงไปและผลการประเมินการดำเนินงานขององค์การตามมาตรา 50
ทั้งนี้ รายได้ขององค์การตามวรรคหนึ่งส่วนที่เกินจากรายได้สูงสุดที่กำหนดไว้ ให้องค์การนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
ขณะที่มาตรา 13 ของ พ.ร.บ.Thai PBS พ.ศ. 2551 ระบุต่อไปว่า เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บและส่งเงินบำรุงองค์การ
(1) ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้เรียกเก็บเงินบำรุงองค์การเพื่อนำส่งเป็นรายได้ขององค์การ โดยส่วนที่ไม่เกินจากรายได้สูงสุดที่กำหนดในมาตรา 12 ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด
(2) เงินบำรุงองค์การ ให้ถือเป็นภาษี แต่ไม่ให้นำไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าของภาษีในการนำส่งเงินบำรุงองค์การ ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรหักค่าใช้จ่ายไว้ในอัตราตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด แต่ไม่เกินร้อยละ 1.5 ของเงินบำรุงองค์การที่เก็บได้
ทั้งนี้ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดเก็บ การนำส่งเงิน การงดเว้น การยกเว้น การลดหย่อน และการขอคืนเงินบำรุงองค์การขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย สำหรับสุราและยาสูบ พ.ศ. 2557 กำหนดให้ กรมบัญชีกลาง นำส่งเงินบำรุงองค์การเพื่อเป็นรายได้องค์การ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558
และปัจจุบัน Thai PBS ยังมีรายได้จากส่วนอื่น ๆ ทั้งการจำหน่ายทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การ เช่น สำเนาเทปรายการ การเผยแพร่สคริปต์ข่าว ค่าเช่าอุปกรณ์ ค่าเช่าพื้นที่ จนถึงการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล
ทุนประเดิม กว่า 1,000 ล้านบาท
ในบทเฉพาะกาล มาตรา 57 ของ พ.ร.บ.Thai PBS พ.ศ. 2551 กำหนดให้โอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ คลื่นความถี่ และภาระผูกพันของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ และ สำนักงานบริหารกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ เฉพาะกิจ (หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ) ที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และกรมประชาสัมพันธ์ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไปเป็นขององค์การ
ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว เมื่อก่อตั้งจะได้รับทุนประเดิมตามมาตรา 57 โดยการรับโอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้สิน สิทธิ คลื่นความถี่ และภาระผูกพันของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) และเมื่อเริ่มก่อตั้งทาง ส.ส.ท. ได้มีการบันทึกรับรู้ ที่ดินตามสัญญาเข้าร่วมงานของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นทุนประเติมด้วยตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้ง โดยมีทุนประเติม จำนวนเงิน 1,107,360,048.40 บาท
ในรายงานการตรวจสอบบัญชี ปี 2566 ระบุเพิ่มเติมว่า ต่อมาทาง ส.ส.ท. ได้ติดตามโฉนดที่ดินดังกล่าวกับทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และกรมธนารักษ์ ได้รับแจ้งว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวต้องตกเป็นที่ราชพัสดุ กระทรวงการคลัง ตามมาตรา 5 วรรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 โดยได้ทำการโอนโฉนดเป็นที่ราชพัสดุแล้ว
ส.ส.ท. จึงปรับข้อผิดพลาดจากที่ดินที่ได้รับเป็นทุนประเดิมทั้งหมดจำนวน 25 แปลง จำนวนเงิน 48,719,349.00 บาท ทาง ส.ส.ท. ได้ปรับปรุงโอนออกจากบัญชี จำนวนเงิน 46,851,095.00 บาท คงเหลืออีกจำนวน 2 แปลง จำนวนเงิน 1,868,254.00 บาท เนื่องจากทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างดำเนินการระงับข้อพิพาท จึงยังคงอยู่ในทุนประเดิมของ ส.ส.ท.
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อนุมัติงบประมาณจำนวน 340 ล้านบาท ให้แก่ Thai PBS เพื่อเป็นทุนประเดิมไว้ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
ดูภาพรวม รายได้-รายจ่าย
จากการรวบรวมข้อมูลรายได้-รายจ่ายของ Thai PBS ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 จนถึงปีล่าสุดที่มีการรายงานผลการปฏิบัติงาน เมื่อปี 2566 พบว่าในแต่ละปี Thai PBS มีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท จนถึงปี 2557 รายได้ของ Thai PBS เพิ่มขึ้นเป็นราว 2,200-2,500 ล้านบาทต่อปี จากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX)
ขณะที่รายจ่ายของ Thai PBS มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ขึ้นกับการใช้จ่ายทั้งบุคลากร การจัดหาลิขสิทธิ์รายการ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
ทั้งนี้ ปี 2563 พบว่ารายจ่ายเริ่มสูงขึ้นกว่ารายได้ และยังมีแนวโน้มสูงกว่ารายได้มาจนถึงปี 2566
เจาะรายได้ Thai PBS
เมื่อเจาะลึกลงไปในข้อมูลรายได้ของ Thai PBS ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา พบว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับบุหรี่และยาสูบ ตามที่กฎหมาย Thai PBS กำหนด ก่อนที่ปี 2557 เป็นต้นมา จะมีรายได้เพิ่มอีกส่วนหนึ่งจากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัลแก่ผู้ประกอบการภาคเอกชน
สำหรับรายละเอียดรายได้ของ Thai PBS ตั้งแต่ปี 2551-2566 ตามที่มีการระบุในรายงานผลการปฏิบัติงาน มีข้อมูลดังนี้
เจาะรายจ่าย Thai PBS
ขณะที่รายจ่ายต่าง ๆ ใน Thai PBS พบว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นการผลิตและจัดหารายการ ซึ่งมีตั้งแต่ค่าจัดหารายการตัดจำหน่าย ค่าใช้จ่ายพิธีกร ค่าผู้ประกาศ ค่าใช้จ่ายแขกรับเชิญ ค่าลิขสิทธิ์ข่าว ค่าอุปกรณ์ จนถึงค่าเดินทาง ค่าเช่ายานพาหนะ ค่าน้ำมัน และต้นทุนเกี่ยวกับข่าวและรายการ
โดยตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา จนถึงปี 2566 พบว่ามีต้นทุนผลิตและจัดหารายการสูงขึ้นแตะระดับ 1,000 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง
ส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากร เงินเดือน ค่าตอบแทน ในแต่ละปี Thai PBS จ่ายอยู่ที่ราว 600-700 ล้านบาท
สำหรับรายละเอียดรายจ่ายของ Thai PBS ตั้งแต่ปี 2551-2566 ตามที่มีการระบุในรายงานผลการปฏิบัติงาน มีข้อมูลดังนี้
โมเดลรายได้ ‘สื่อสาธารณะ’ ต่างประเทศ
ขณะที่สื่อสาธารณะในต่างประเทศ มีลักษณะการหารายได้ รายรับเพื่อดำเนินกิจการสื่อสาธารณะที่แตกต่างกัน เช่น สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ใช้วิธีการเก็บค่าธรรมเนียมรับชม หรือการได้รับรายได้หลักจากภาครัฐ และเปิดช่องให้สามารถมีโฆษณาเป็นรายได้เสริมได้ จนถึงการหารายได้ผ่านการขายลิขสิทธิ์รายการขององค์กร ที่ผลิตขึ้นเอง
นักวิชาการ TDRI เคยวิเคราะห์เมื่อปี 2563 มองว่าในปัจจุบัน สื่อสาธารณะกำลังเผชิญกับ 2 ความท้าทายสำคัญ โดยหนึ่งในนั้น คือ ความไม่แน่นอนของรายได้
โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรเริ่มชะลอตัวลงในหลายประเทศ อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น และจำนวนครัวเรือนที่มีโทรทัศน์เริ่มอยู่ในระดับอิ่มตัวแล้ว บวกกับการที่ผู้คนไม่ได้ให้ความนิยมกับโทรทัศน์มากเท่าเดิม แต่หันมารับชมข่าวสารและความบันเทิงผ่านอุปกรณ์ที่พกพาได้สะดวกอย่างสมาร์ทโฟน หรือแท็บเลตที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต
ทำให้รายได้จากการเก็บ license fee เริ่มมีแนวโน้มลดลง เช่น ในปี ค.ศ. 2001 BBC เคยมีสัดส่วนรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมอยู่ที่ร้อยละ 87 จากรายได้ทั้งหมด ต่อมาสัดส่วนลดลงเหลือร้อยละ 75 และมีแนวโน้มจะลดลงอีก
สื่อสาธารณะที่พึ่งพารายได้จากการเก็บ license fee จึงกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งการที่ประชาชนไม่อยากจ่ายค่าธรรมเนียมเท่าเดิม อันเป็นผลมาจากพฤติกรรมการรับชมโทรทัศน์ที่เปลี่ยนไป หรือการที่รัฐบาลบางประเทศมองว่าระบบการเก็บค่าธรรมเนียมเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว ตัวองค์กรควรมีวิธีการจัดเก็บรายได้แบบใหม่ เช่น การให้บริการผ่านระบบสมัครสมาชิกเหมือน Netflix ที่ให้บริการสตรีมมิ่งผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือน เป็นต้น
