เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ตร.คืนเงิน1.6ล้าน11เหยื่อคอลเซ็นเตอร์ กสทช.บล็อก50เบอร์โทรปิดช่องสื่อสาร ด้านปปง.เช็ก7แบงก์เปิดบัญชีก่อนฟัน

12 ม.ค. 2561 | 14:10น.

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 12 มกราคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ผบช.ทท. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พร้อมด้วยนายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกองคดี 1 เป็นผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคารกรุงไทย ร่วมกันคืนเงินจากการถูกหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้กับผู้เสียหาย 11 ราย รวมเป็นเงินจำนวน 1,641,265.47 บาท

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า คนร้ายใช้วิธีการหลอกลวงในรูปแบบใหม่ ล่าสุดพบว่ามีการปลอมหมายจับส่งไปให้เหยื่อ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เหยื่อหลงเชื่อ เป็นความพยายามของคนร้ายที่หาวิธีการหลอกลวงรูปแบบใหม่หลังจากที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้มาตรการเข้มข้นในการป้องกันปราบปรามทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบบัญชีธนาคาร การตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ จากการดำเนินงานที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถออกหมายจับผู้ต้องหา 275 หมาย จับได้แล้ว 162 ราย อยู่ระหว่างสืบสวนติดตามจำนวน 113 ราย

ด้านนายฐากรกล่าวว่า จากการวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของกลุ่มผู้ต้องหาพบว่า มีการใช้โทรศัพท์หลอกลวงผู้เสียหายด้วยการโทรศัพท์ผ่านระบบการสื่อสาร VOIP และมีการแปลงเลขหมายที่ปรากฏไปยังประชาชนผู้รับสายให้เป็นหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานของรัฐ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ ตกเป็นเหยื่อสูญเสียทรัพย์สินไปจำนวนมาก และจากการวิเคราะห์พบว่าหมายเลขโทรศัพท์หน่วยงานของรัฐที่มีการนำไปใช้อ้างอิงนั้น เป็นหมายเลขโทรศัพท์ของสถานีตำรวจ ที่ทำการไปรษณีย์ ศาล และหมายเลขอื่น ที่มีหมายเลขซ้ำกัน ทาง กสทช.จึงร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์ในประเทศ บล็อกหมายเลข จำนวน 50 หมายเลข พร้อมทั้งให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์ในประเทศ กำหนดแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อลดความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนโดยจะปิดกั้นสัญญาณโทรศัพท์จากหมายเลขที่คนร้ายใช้โทรจากต่างประเทศมาหลอกลวงผู้เสียหายในทันที

พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ กล่าวถึงกรณีนางสาวณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ อายุ 24 ปี ตกเป็นผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง ถูกคนร้ายนำบัตรประจำตัวประชาชน ไปเปิดบัญชีธนาคาร 7 แห่ง รวม 9 บัญชี ว่า ส่วนตัวขอแสดงความเห็นใจและยืนยันว่าการออกหมายจับทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนหลังจากมีการออกหมายเรียกไปแล้ว2ครั้ง พบว่านางสาวณิชา ไม่เข้ามารายงานตัวและให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน จึงมีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนได้รับฟังคำให้การและการร้องทุกข์ ยืนยันจะทำให้เกิดความชัดเจนและความเป็นธรรม ส่วนกรณีดังกล่าวจะเป็นการปล่อยปละละเลยของธนาคารหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ด้านนายพีระพัฒน์ กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับเงินกับธนาคารหรือการเยียวยาที่ทำการเปิดบัญชีให้แก่บุคคลตัวปลอมที่ไม่ใช่เจ้าของบัตรประชาชนที่แท้จริง ว่า ปปง.จะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคารและเกี่ยวกับการเปิดบัญชีต่างๆ มีการกำหนดหลักการการเปิดบัญชีไว้ตามขั้นตอน (KYC) ก่อนธนาคารจะเปิดบัญชีให้บุคคลใดก็ต้องมีการตรวจสอบก่อน เช่น การสอบถามข้อมูลส่วนตัวผู้ขอเปิดบัญชี วัน เดือน ปีเกิด ที่อยู่ อาชีพ ต่างๆตามระเบียบขั้นตอน แต่หากพบว่าพนักงานธนาคารไม่ทำตามขั้นตอนการตรวจสอบก่อนเปิดบัญชี จะทำการเปรียบเทียบปรับต่อธนาคารเป็นเงินสูงสุด 1 ล้านบาท ทุกอย่างเป็นไปตามหลักเกณฑ์ แต่ตอนนี้ไม่อยากให้ด่วนสรุป ขอให้รอการตรวจสอบก่อน โดยวันนี้จะเข้าไปตรวจสอบข้อมูล 4 ธนาคาร จากนั้นวันที่ 16 มกราคม จะไปตรวจสอบข้อมูลอีก 3 ธนาคาร รวมถึงจะมีการเรียกธนาคาร สถาบันการเงิน 30 กว่าแห่งทั่วประเทศ มาวางมาตรการป้องกัน ทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้ปัญหาลักษณะนี้อีก

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กสทช. ปปง.