คอลัมน์ : Market Move
การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022-2023 เปิดฉากขึ้นแล้วตั้งแต่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา และจะเตะยาวไปจนถึง 28 พฤษภาคม 2023
แต่ล่าสุด เริ่มมีบางอย่างแตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะ การแข่งขันฤดูกาลนี้ปรากฎว่าเสื้อทีมทั้งชุดเหย้าและเยือนรุ่นใหม่ของกว่า 50 สโมสร มีไม่พอวางขายให้แฟนบอลหาซื้อได้ครบ หลายสโมสรมีเพียงบางชุด บางสโมสรไม่มีวางขายเลย เช่น ลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อาดิดาส ในฐานะคู่สัญญาผู้ผลิตเสื้อทีมต้องออกแถลงการณ์ขอโทษที่สินค้าล่าช้า
ที่สำคัญ เสื้อดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในรายได้สำคัญของแต่ละสโมสร และเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์กับแฟนบอลทั้งในและนอกประเทศ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ขณะนี้วงการฟุตบอลอังกฤษกำลังประสบปัญหาห่วงโซ่อุปทานหรือการขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนักเช่นเดียวกับวงการอื่น ๆ ส่งผลให้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกปีนี้มีสโมสรฟุตบอลเพียง 44 สโมสรจากทั้งหมด 92 สโมสร ที่มีเสื้อแข่งชุดเหย้าและเยือนรุ่นใหม่วางขายครบทั้ง 2 แบบ ขณะเดียวกันมีถึง 19 สโมสร ที่ไม่สามารถหาเสื้อรุ่นใหม่มาวางขายให้แฟนบอลได้เลย
สถานการณ์นี้นับเป็นควันหลงจากการระบาดของโรคโควิด-19 ตั้่งแต่ช่วงปี 2021 ในจีนและเวียดนามที่ต่างเป็นฐานการผลิตเสื้อผ้าที่สำคัญของโลก สะท้อนจากลำพังเพียง 2 แบรนด์ใหญ่อย่างไนกี้และอาดิดาสนั้น จ้างงานชาวเวียดนามกว่า 5 แสนคน ซึ่งการระบาดช่วงปี 2021 ทำให้โรงงานถูกปิดจนกำลังผลิตหายไปถึง 3 ใน 4 และแม้ขณะนี้กำลังการผลิตจะกลับเป็นปกติแล้ว
แต่ความล่าช้าของการขนส่งทางทะเลที่หลายวงการต่างกำลังแย่งชิงตู้คอนเทนเนอร์และเที่ยวเรือกัน ทำให้กำหนดการการผลิตและขนส่งสินค้าปั่นป่วนกันถ้วนหน้าต่อไป โดยเฉพาะกับสโมสรขนาดเล็กที่มีออร์เดอร์ไม่สูงนัก จนต้องตกไปอยู่ในคิวท้าย ๆ ของผู้ผลิต
อาดิดาส หนึ่งในยักษ์สินค้ากีฬายอมรับว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสินค้ากีฬาก็ต้องเผชิญกับปัญหาท่าเรือและที่ว่างบนเรือที่ไม่เพียงพอกับความต้องการเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยบริษัทเข้าใจถึงความไม่พอใจของเหล่าแฟนบอลในขณะนี้ ซึ่งบริษัทกำลังประสานกับสโมสรที่เป็นพันธมิตร เพื่อหาวิธีการที่จะช่วยให้สามารถนำสินค้าเข้ามาขายได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
สอดคล้องกับความเห็นของ “คาล เดวิด” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท แฟชั่น เพอรี่ เอลลิส ยุโรป และอดีตกรรมการผู้จัดการของบริษัทสินค้ากีฬา ไมเตอร์ อธิบายว่า ที่ผ่านมาเอเชียถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรมสินค้ากีฬาฟุตบอลของทั้งอังกฤษและอีกหลายๆ ลีกยุโรป ซึ่งหลังการย้ายฐานผลิตครั้งใหญ่เมื่อ 20-30 ปีก่อน การผลิตและขนส่งสามารถทำได้อย่างสมบูรณ์แบบมาตลอด จนกระทั่งมาเกิดปัญหาในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะส่งผลกระทบกับสโมสรขนาดเล็กมากกว่า เพราะสโมสรใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงกลุ่มระดับต้น ๆ ของตารางมีความได้เปรียบทั้งด้านรายได้จากส่วนแบ่งเงินรางวัล และการถ่ายทอดการแข่งขัน และความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ ขณะที่สโมสรขนาดเล็กได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าแบบคนละชั้นทำให้ต้องพึ่งพารายได้จากการขายเสื้อและสปอนเซอร์ในสัดส่วนสูง

ยกตัวอย่าง เมื่อปี 2020 ลิเวอร์พูล ปิดดีลระยะเวลา 5 ปี กับ ไนกี้ ด้วยมูลค่าถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.1 พันล้านบาท) และสโมสรจะได้ค่าคอมมิชชั่น 20% จากยอดขายด้วยเสื้อตัวละประมาณ 85 ดอลลาร์สหรัฐด้วย ด้วยเม็ดเงินมหาศาลระดับนี้ ฝั่งผู้ผลิตจึงให้ความสำคัญกับคำสั่งซื้อจากสโมสรใหญ่ก่อน
ขณะที่อีก 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีก ที่เป็นสโมสรระดับท็อปของวงการฟุตบอลอังกฤษจะมีรายได้จากส่วนแบ่งจากเงินรางวัล รายได้จากการถ่ายทอดสดมูลค่ากว่า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.14 แสนล้านบาท) เมื่อฤดูกาล 2020-2021 ขณะที่สโมสรขนาดเล็กไม่โด่งดัง จะมีรายได้จากส่วนแบ่งจากการถ่ายทอดการแข่นขันเพียงเล็กน้อย เห็นได้จากช่วงก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 สโมสรในระดับดับดิวิชั่น 4 จะมีรายได้เฉลี่ย 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 178 ล้านบาท) ต่อปีเท่านั้น
หากเทียบตามสัดส่วนที่มาของรายได้แล้ว สโมสรขนาดใหญ่จะมีรายได้หลักจากเงินรางวัลและการถ่ายทอดสด รองลงมาคือสปอนเซอร์ ตามด้วยเงินจากการขายตั๋ว ส่วนรายได้จากการขายเสื้ออยู่อันดับสุดท้าย ส่วนสโมสรขนาดเล็กจะตรงข้ามกันคือ รายได้จากการขายเสื้อจะเป็นที่พึ่งหลัก
“ปกติสโมสรฟุตบอลส่วนใหญ่ในอังกฤษแทบไม่มีกำไรอยู่แล้ว ทำให้ปัญหาไม่มีเสื้อขายนี้ยิ่งส่งผลกระทบหนักขึ้นเพราะเม็ดเงินรายได้ที่น้อยอยู่แล้วจะหายไป จนเสี่ยงที่หลายแห่งจะขาดทุนหรือขาดทุนหนักยิ่งขึ้น”
ขณะเดียวกัน การย้ายฐานการผลิตจากเอเชียกลับมายุโรปก็ไม่ใช่ทางออก เพราะปกติแต่ละสโมสรจะวางแผนผลิตเสื้อทีมรุ่นใหม่ล่วงหน้าก่อนฤดูการแข่งขันประมาณ 1 ปี และมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจน และมักจะเริ่มในเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ก่อนจะตัดสินใจเรื่องดีไซน์และสั่งให้โรงงานผลิตตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมของปีเดียวกันหรืออย่างช้าไม่เกินเดือนมกราคมของปีถัดไป เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าจะต้องส่งออกมาจากท่าเรือในจีนหรือเวียดนามก่อนจะเข้าช่วงตรุษจีนที่เป็นวันหยุดยาว ซึ่งมักจะอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์และทุกอย่างจะหยุดชะงักเป็นเวลานานระดับเดือน
ขณะที่ ต้นทุนการขนส่งก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะจากการเก็บข้อมูลค่าขนส่งพบว่า หากต้องการขนส่งให้คุ้มค่าเงินที่สุดจะต้องใช้การขนส่งทางเรือด้วยระยะเวลาประมาณ 12 สัปดาห์ ทำให้เสื้อมาถึงท่าเรือในอังกฤษและยุโรปประมาณเดือนเมษายน ในจังหวะก่อนที่การแข่งขันฤดูกาลก่อนหน้าจะสิ้นสุดเล็กน้อยพอดี
ทำให้สโมสรยังมีเวลาพอที่ติดโลโก้สปอนเซอร์รายใหม่เพิ่มได้อีกหากจำเป็น ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและวางขายทันทีที่การแข่งขันฤดูกาลก่อนหน้าจบลง ซึ่งจะตรงกับฤดูร้อนที่เป็นหน้าขายสำคัญพอดี
นอกจากนี้ หรือหากจะย้ายฐานการผลิตกลับมายุโรป แต่ส่วนประกอบสำคัญอย่าง เส้นใยผ้า ปกเสื้อ ฯลฯ ยังต้องนำเข้าจากจีน ทำให้แม้จะใช้วัตถุดิบ 3 ใน 4 ส่วนจากยุโรปก็ยังต้องรอส่วนประกอบอื่น ๆ จากจีนเช่นเดิม
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การผลิตเสื้อในฤดูกาลปัจจุบันเป็นความท้าทายใหม่ที่บรรดาสโมสรต้องหาทางรับมือ ซึ่งต้องรอดูว่าช่วงกลางฤดูกาลสถานการณ์จะคลี่คลายหรือไม่