ทาทา สตีล (ประเทศไทย) ปรับกลยุทธ์หนีช่วงตลาดเหล็กในประเทศขาลง ขณะที่ราคายังคงผันผวนไม่หยุด ปรับเพิ่มการส่งออกจาก 10% เป็น 13% จับตาสถานการณ์โลกพร้อมกลับมาเน้นขายในประเทศหากภาวะปกติ แนะผู้ใช้เลือกซื้อเหล็กคุณภาพสูงช่วยลดปริมาณหลังราคาพุ่งขึ้น 1,500-2,000 บาท/ตัน เผยยอดขาย-กำไร ไตรมาสแรกลดลง แต่รายได้พุ่ง 8,726 ล้านบาท
วันที่ 17 สิงหาคม 2565 นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทาทา สตีล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปขายต่างประเทศมากขึ้น จากเดิม 10% เป็น 13-15% ไปยังออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา เนื่องจากความต้องการใช้เหล็กในประเทศลดลงไปถึง 13% จากการชะลอตัวของการลงทุน เพราะเศรษฐกิจยังกลับมาฟื้นตัวยังไม่เต็มที่ จึงคาดว่าทั้งปี 2565 จะไม่สามารถเติบโตได้ตามที่คาด หรืออาจเห็นตัวเลขติดลบ
อย่างไรก็ตาม การขายในประเทศยังคงเป็นเป้าหมายหลัก เพราะต้องสร้างแบรนด์แวลู และความสัมพันธ์กับตลาดในประเทศ ดังนั้น กลยุทธ์การส่งออกไปขายต่างประเทศจะเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะสั้นเท่านั้น หรือเรียกว่า เป็นช่วงที่มีความท้าทายสูง ความต้องการของตลาดต่ำลง เพื่อช่วยบาลานซ์พอร์ตงาน และเมื่อสถานการณ์กลับมาปกติ ความต้องการที่หายไปกลับมา บริษัทจะกลับมามีสัดส่วนการส่งออกเท่าเดิม
สำหรับต้นทุนการผลิตเหล็กที่เพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ต้องปรับราคาเหล็กขึ้นอีก 1,500-2,000 บาท/ตัน นั้นแนะนำผู้ซื้อ และผู้ใช้ควรเลือกเหล็กที่เป็นไฮแวลูหรือมีคุณภาพสูงกว่าปกติ เพื่อลดปริมาณแต่ได้ใช้เหล็กที่คุณภาพดีกว่า นอกจากนี้ควรซื้อเหล็กที่ผลิตและขายในประเทศดีกว่าเหล็กนำเข้า เพราะเหล็กนำเข้าจะใช้เวลาถึง 2 เดือน ซึ่งขณะนี้มีความผันผวนมาก
ขณะที่ยอดขายไตรมาส 1 ปีการเงิน 2566 (เม.ย.-มิ.ย. 2565) 308,000 ตัน ลดลง 38,000 ตัน ทั้งเหล็กเส้น เหล็กลวด เหล็กตัดและดัดที่ขายในประเทศ ซึ่งช่วงเดียวกันมียอดขายอยู่ที่ 346,000 ตัน แม้ปริมาณลดลงแต่บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยไตรมาสแรกอยู่ที่ 8,726 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 834 ล้านบาท ขณะที่กำไรก่อนหักภาษีลดลงเหลือ 584 ล้านบาท จาก 849 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทมองว่าอุตสาหกรรมเหล็กยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอีกประมาณ 2-3 เดือนจากนี้ โดยมาจากการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการผลิต อสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศกลับมา
