เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พยากรณ์อากาศวันนี้ (24 ก.ค. 69) ฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 60% ของพื้นที่
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (24 ก.ค. 69) ฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 60% ของพื้นที่
SCG ชี้ปัจจัยท้าทายครึ่งปีหลังยังรับมือได้ คงเป้าลงทุน 3 หมื่นล้านสู้โลกป่วน
Real Estate SCG ชี้ปัจจัยท้าทายครึ่งปีหลังยังรับมือได้ คงเป้าลงทุน 3 หมื่นล้านสู้โลกป่วน
ท่องเที่ยวภูเก็ตสัญญาณบวกแอร์ไลน์ รุกเพิ่มไฟลต์บินตรง
Business ท่องเที่ยวภูเก็ตสัญญาณบวกแอร์ไลน์ รุกเพิ่มไฟลต์บินตรง
ราคาน้ำมันวันนี้ (24 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (24 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (24 ก.ค. 69) ปรับลง 1.38% อยู่ที่ 65,083 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (24 ก.ค. 69) ปรับลง 1.38% อยู่ที่ 65,083 เหรียญสหรัฐ
AWC เปิดตัว Moxy Pattaya เสริมศักยภาพโครงการแฟลกชิป “Aquatique” หนุนพัทยาสู่จุดหมายระดับโลก  
Business AWC เปิดตัว Moxy Pattaya เสริมศักยภาพโครงการแฟลกชิป “Aquatique” หนุนพัทยาสู่จุดหมายระดับโลก  
สมาพันธ์รถไฟ เรียกร้องรัฐเลิกสัญญา“ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้ลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า
Economic สมาพันธ์รถไฟ เรียกร้องรัฐเลิกสัญญา“ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้ลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า
LHFG โชว์ครึ่งแรกปี’69 กำไรสุทธิ 1,538.6 ล้าน โต 37.3% รายได้ “Trade Finance-FX” พุ่ง
Finance LHFG โชว์ครึ่งแรกปี’69 กำไรสุทธิ 1,538.6 ล้าน โต 37.3% รายได้ “Trade Finance-FX” พุ่ง
กทพ.จ่อผุดทางด่วน “เชื่อมเกาะสมุย” 7.4 หมื่นล้าน เคาะเก็บค่าผ่านทาง 1,000 บาท
Economic กทพ.จ่อผุดทางด่วน “เชื่อมเกาะสมุย” 7.4 หมื่นล้าน เคาะเก็บค่าผ่านทาง 1,000 บาท
กัลฟ์ เอดจ์ จับมือ ค็อกนิแซนท์ ประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้าน AI หนุนไทยผู้นำอาเซียน
Biz Movement กัลฟ์ เอดจ์ จับมือ ค็อกนิแซนท์ ประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้าน AI หนุนไทยผู้นำอาเซียน
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ ถอดบทเรียน ล้มดีล ‘SCB-บิทคับ’ จบฤดูกาลเหรียญคริปโต

27 ส.ค. 2565 | 19:24น.

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ ถอดบทเรียนล้มดีล ‘SCB-บิทคับ’ มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท จบฤดูกาลเหรียญคริปโตในไทย ราคาเหรียญ KUB ดิ่ง 90% ในเวลาไม่ถึงปี มูลค่าตลาดของเหรียญเหลือเพียง 5,000 ล้านบาท

วันที่ 27 สิงหาคม 2565 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) เปิดเผยว่า การยกเลิกข้อตกลงซื้อหุ้นบิทคับออนไลน์จำนวน 51% มูลค่า 17,850 ล้านบาทของกลุ่ม SCB เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2565 หลังจากที่มีการลงนามใน MOU หรือ “ความตั้งใจ” ที่จะซื้อขายหุ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 หรือเมื่อประมาณ 10 เดือนมาแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำหรับนักธุรกิจและนักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นหรือสินทรัพย์ใหม่ ๆ อย่างดิจิทัลที่เพิ่งเกิดขึ้นในโลกของการลงทุนหรือการเก็งกำไรไม่น้อย

ข้อแรกก็คือ เมื่อมีการประกาศดีลเทกโอเวอร์ในราคาที่กำหนดนั้น อย่าเชื่อมั่น 100% ว่าดีลนั้นจะต้องเกิดขึ้นตามที่ประกาศไม่ว่าคนซื้อหรือขายจะเป็นใคร เพราะการประกาศนั้น มักจะมี “เงื่อนไขสำคัญ” ว่าจะต้องมีการทำ “Due Diligence” หรือ “ตรวจสอบกิจการ” เป็นที่พอใจก่อน ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปถ้าไม่มีอะไรที่ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปจากที่เห็นจากภายนอก ดีลก็มักจะสรุปได้ตามที่ประกาศใน MOU ซึ่งเป็นสัญญาที่ “หลวม” และเลิกได้ และส่วนใหญ่ก็มีกำหนดระยะเวลาของสัญญาไว้ด้วย ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ในเวลากำหนดก็สามารถล้มดีลได้โดยอัตโนมัติ

ดังนั้น สำหรับนักลงทุนแล้ว เวลามีการประกาศดีลเทกโอเวอร์ที่มีราคาหุ้นหรือทรัพย์สินสูงกว่าราคาตลาดมาก ราคาหุ้นในตลาดก็จะวิ่งขึ้นไปหาราคาที่มีการประกาศ แต่ก็มักจะต่ำกว่าประมาณ 5-10% ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนคิดว่าส่วนต่างแค่ไหนถึงจะคุ้มที่จะเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นมาเก็บเพื่อรอไป “Tender” หรือขายให้กับคนที่เทกโอเวอร์ในวันที่จะรับซื้อ การทำแบบนี้บางทีก็เรียกว่าทำ “Arbitrage” คือทำกำไรได้หลายเปอร์เซ็นต์ เช่น 6-7% ในเวลาสั้น ๆ แค่ 3-4 เดือนโดย “ไม่มีความเสี่ยง” แต่จริง ๆ ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่เล็กน้อยกรณีที่ดีลไม่ผ่าน

สำหรับผม ก่อนที่จะซื้อหุ้นที่กำลังถูกเทกโอเวอร์ นอกจากจะต้องดูว่าราคา Discount หรือส่วนลดนั้นคุ้มค่าหรือไม่แล้ว ผมยังต้องดูอีกว่าถ้าดีล “ล่ม” ผมจะเสียหายแค่ไหน ถ้าคำตอบก็คือ ราคาที่ผมซื้อนั้น จริง ๆ ก็ถูกมาก หุ้นเป็นหุ้น Value ที่มี Margin Of Safety อยู่แล้ว และเหตุผลที่คนเทกโอเวอร์ก็เพราะหุ้นนั้นถูกเกินไปมาก แบบนี้ผมก็จะซื้อหุ้น แต่ถ้าไม่ใช่ และราคาหุ้นหรือทรัพย์สินนั้น “แพงมาก” ในสายตาของผม ผมก็จะไม่เข้าไปเล่นเลย

ดีลการซื้อหุ้นบิทคับออนไลน์นั้น เกิดขึ้นในยามที่ทุกอย่างกำลังร้อนแรงสุด ๆ ราคาของบิตคอยน์ซึ่งเป็นทรัพย์สินดิจิทัลหลักที่ซื้อขายอยู่บนแพลตฟอร์มของบิทคับออนไลน์นั้นขึ้นไปสู่จุด “สูงสุดใหม่” ที่ประมาณ 65,000 เหรียญ จากราคาที่ประมาณ 32,000 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 100% ในช่วงเวลาแค่ 4 เดือน และนี่ก็เป็นการขึ้นสู่จุดสูงสุดครั้งที่สอง หลังจากที่เคยขึ้นไปถึง 60,000 เหรียญในช่วงเดือนมีนาคม 2564 และตกลงมาอย่างรวดเร็วเหลือเพียงครึ่งเดียวคือประมาณ 30,000 เหรียญในเดือนกรกฎาคม 2564

ทั้งหมดนี้ หากมองในสายตาของนักเก็งกำไรที่เน้นการวิเคราะห์ในทางเทคนิคแล้ว ก็น่าจะเป็นสัญญาณว่า บิตคอยน์นั้นน่าจะต้องวิ่งต่อไปอีกไกลมากเพราะทำจุดสูงสุดใหม่ได้อย่างรวดเร็วหลังจาก “ถล่มทลาย” และลบล้างความเชื่อหรือความกลัวที่ว่าบิตคอยน์นั้น “ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย” และอาจจะ “ล่มสลาย” ไปในที่สุด

เช่นเดียวกัน แพลตฟอร์มการซื้อขายเหรียญดิจิทัลของบิทคับนั้น กำลังเป็นผู้นำที่เรียกว่า “Dominant” หรือครอบงำธุรกิจซื้อขายเหรียญของประเทศไทย มี Market Share หรือส่วนแบ่งทางการตลาด ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดกว่า 90% ในขณะที่นักลงทุนไทย “รุ่นใหม่” ที่เป็นหนุ่มสาวต่างก็เข้ามาเล่นเหรียญคริบโตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอยู่ใน “ระดับโลก” คือเพิ่มขึ้นเป็น “ล้านคน” ในช่วงเวลาเพียง “ปีเดียว” นั่นส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายผ่านบิทคับออนไลน์ทั้งปีคิดเป็นมูลค่ากว่าล้านล้านบาทต่อปี ถ้าผมจำไม่ผิด และด้วยค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ค่อนข้างสูงอานิสงส์จากการที่คู่แข่งยังไม่ค่อยมีศักยภาพ ทำให้บิทคับออนไลน์มีกำไรต่อปีล่าสุดสูงถึงกว่า 1,000 ล้านบาท

ดูเหมือนว่าโลกและประเทศไทยจะเลี่ยงที่จะเข้าสู่ “โลกใหม่” ที่มีเหรียญดิจิทัลสารพัดชนิดโดยเฉพาะเหรียญคริบโตเป็น “แกนหลัก” ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว คนที่ไม่รีบที่จะเรียนรู้และธุรกิจที่ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องจะถูก “ทิ้งไว้ข้างหลัง” นั่นเป็นสัญญาณที่ส่งออกมาจาก “แชมเปี้ยน” หรือ “ฮีโร่” ทั้งหลายของโลกดิจิทัล “ผู้ควบคุมกฎ” ของประเทศต่างก็ต้องรีบ “ปรับตัว” เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่มีข้อมูลอย่างจำกัด และแม้ว่าจะกลัวและหวาดวิตกกับการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ต้องพยายามแสดงว่าพร้อมที่จะสนับสนุนเพื่อไม่ให้ถูกมองว่ากำลัง “ตกยุค”

ในด้านของธุรกิจเองนั้น นักธุรกิจ “หัวก้าวหน้า” ต่างก็เข้ามาร่วมในกระบวนการ “เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” นี้ พวกเขาผลิตเหรียญออกมาขายหรือให้บริการทั้ง ๆ ที่คนจะใช้ก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร หรือมีประโยชน์อะไร แต่สังคมก็ “ให้ค่า” เรื่องราวหรือ Vision หรือการมีวิสัยทัศน์เหล่านั้น เข้ามาซื้อเหรียญที่ทำให้คนผลิตรวยกันในชั่วข้ามคืน มีทรัพย์สินดิจิทัลคิดเป็นเงินพันเงิยหมื่นหรือหลายหมื่นล้านบาท

เมื่อเทียบกับธุรกิจเดิมของบริษัทที่ทำมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว แต่กำไรก็แค่หลักร้อยล้านบาทหรือต่ำกว่านั้นในแต่ละปี และนี่ก็เช่นเดียวกับนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนซื้อขายเหรียญ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไร รู้แต่ว่าราคามันขึ้นไปเร็วมาก บางทีเป็น 10 เท่า ภายในเวลาไม่กี่เดือน และเรื่องราวทั้งหมดนั้นก็นำไปสู่จุด Peak หรือจุดสุดยอดที่มีการประกาศดีล SCB-Bitkub ในช่วงปลายปี 2564

หลังจากการลงนามใน MOU เพียงไม่กี่วัน ราคาหุ้นบิตคอยน์ก็ทิ้งดิ่งลงมา จาก 65,000 เหรียญเหลือเพียง 35,000 เหรียญ และเคยตกลงมาเหลือเพียง 20,000 เหรียญ โลกเกิดความปั่นป่วนโดยเฉพาะจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เริ่มในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ทำให้ปัจจัยทุกอย่างที่เคยเอื้ออำนวย ซึ่งทำให้ทรัพย์สินมีค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์กลับเปลี่ยนแปลงในทางตรงกันข้าม การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี อัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ต่ำเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจที่ถดถอยและเงินเฟ้อสูงและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

ในช่วงเวลาเดียวกัน ข่าวและเรื่องราวของการฉ้อฉล การโกง และการที่ผู้คุมกฎเริ่มเข้ามาห้ามการทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง รวมถึงการเข้ามาตรวจสอบธุรกรรมต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมหรือเป็นการทำราคาเพื่อให้คนเข้ามาซื้อขายทรัพย์สินดิจิทัล ก็เริ่มผุดขึ้นมาเป็นระยะ ๆ เรื่องราวของ “เซเล็บ” ที่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหรียญที่ทำความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมากถูกจับ ทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดของเหรียญและทรัพย์สินดิจิทัลต่าง ๆ แทบจะ “วาย”

และนั่นก็นำมาสู่ “ตะปูตัวสุดท้าย” นั่นก็คือ การล้มดีล SCB-Bitkub เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2565 ซึ่งผมคิดว่าเป็นการ “จบฤดูกาล” ของเหรียญดิจิทัลของไทยในรอบนี้ โดยที่เหรียญบิทคับที่ผลิตขึ้นโดยบริษัทบิทคับออนไลน์ซึ่งเป็น “ดารานำ” ตกลงมาเหลือ 55 บาท จากที่เคยสูงถึงกว่า 500 บาทในช่วงปลายปี 2564 ที่มีการทำ MOU หรือลดลง 90% ในเวลาไม่ถึงปี มูลค่าตลาดของเหรียญเหลือเพียงประมาณ 5,000 ล้านบาท จากที่เคยสูงถึง 50,000 ล้านบาท

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SCBS ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร