เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
Politics “พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
News จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
Politics ‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
“จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
HR “จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Politics ‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
Tech Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
Economic ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
Economic เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
Economic ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
Real Estate ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
ดูทั้งหมด

สมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ทรงอนุญาตให้รัชกาลที่ 6 เสด็จฯงานพระเจ้าจอร์จที่ 5

19 ก.ย. 2565 | 16:09น.
รัชกาลที่ 5 จอร์จที่ 5

ราม วชิราวุธ หรือพระนามแฝง ของรัชกาลที่ 6 ทรงบันทึกเหตุการณ์ ส่งผู้แทนพระองค์ รัชกาลที่ 5 เสด็จฯร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของพระเจ้าจอร์จ ที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร

ในหนังสือ “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” ซึ่งเป็นเป็นพระราชนิพนธ์โดย “ราม วชิราวุธ” หรือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเสวยราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2453-2469 เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ในช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อเนื่องถึงต้นรัชกาลที่ 6

มีบทหนึ่ง “ราม วชิราวุธ” พระราชนิพนธ์ ในหัวข้อ “ปัญหาเรื่องจะส่งผู้แทนพระองค์ไปช่วยงานราชาภิเษกของพระเจ้ายอร์ชที่ 5” ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ถึงพระราชโอรส 3 พระองค์ ก่อนสรุปพระบรมราชานุญาต ให้ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ หรือ “น้องชายเล็ก” เสด็จฯ เป็นผู้แทนพระองค์

พระราชนิพนธ์ “ราม วชิราวุธ” ทรงบันทึกไว้ว่า…

“…ส่วนฉันได้ทราบเค้าว่าทูลกระหม่อมเองท่านออกจะทรงรู้พระองค์อยู่ว่าจวนจะถึงพระชนมายุขัย, เพราะในเดือนกันยายนศกนั้นเองฉันได้กราบบังคมทูลขอไปเปนผู้แทนพระองค์ในงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชที่ 5 แห่งประเทศอังกฤษ แต่หาโปรดให้ไปไม่ ไหน ๆ ก็ได้กล่าวขึ้นถึงเรื่องนี้แล้ว ฉันจะเล่าข้อความให้ตลอด, เพื่อให้เธอได้ทราบด้วยว่าน้องชายเล็ก….เป็นผู้ที่เห็นแก่ตัวและเอาเปรียบฉันปานใด ตามที่ฉันได้เคยเล่าให้เธอฟังมาแล้ว”

“น้องขอฉันคนนี้เป็นผู้ที่ตื่นกันว่าเปนคนฉลาดกว่าฉันมาแต่ไหนแต่ไร, และเสด็จแม่ทรงตามใจมากมาแต่เด็ก ๆ และถ้ามีเหตุทุ่งเถียงกับฉัน ฉันเปนต้องถูกตัดสินให้แพ้ทุกที, เหตุฉนี้แม้เมื่อเปนผู้ใหญ่ขึ้นแล้วน้องชายเล็กก็ไม่วายพยายามเอาเปรียบฉัน, และเมื่อใดทำการไม่ได้สมปรารถนาโดยลำพัง ก็มักอาศัยพระบารมีเสด็จแม่ช่วยทรงอุปถัมภ์อยู่เสมอ. ในเรื่องที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้ก็เชื่อว่าได้รับพระอุปถัมภ์ของเสด็จแม่จึ่งได้สมปรารถนา แต่ฉันขอเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นดีกว่า”

“ในชั้นต้นเมื่อได้มีกำหนดงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชที่ 5 ทูลกระหม่อมได้ทรงกะไว้ว่าจะให้น้องชายแดง (สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์) ไปเปนผู้แทนพระองค์ตามประเพณีที่ได้เคยมีมาในงานครั้งก่อน ๆ คือเจ้าฟ้าองค์ใดที่มีพระชันมษามากที่สุดในพวกเจ้าฟ้าที่ยังคงศึกษาอยู่ในประเทศยุโรป ก็มักได้รับเลือกเปนผู้แทนพระองค์ไปช่วยงานต่าง ๆ ในราชสำนักนานาประเทศ, ”

“ครั้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2453 ซึ่งเปนวันเปิดประชุมนายทหารผู้ใหญ่ที่ศาลายุทธนาธิการ (ศาลากลาโหมเดี๋ยวนี้) น้องชายเล็กได้พูดขึ้นว่า มีสเตอร์ปีล (Mr.Arthur Robert Pee), อัคระราชทูตอังกฤษ, ได้พูดทักท้วงถึงเรื่องที่จะส่งน้องชายแดงไปในงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชที่อังกฤษ, คือมิสเตอร์ปีลบ่นอยู่ว่าน้องชายแดงอายุน้อยนัก (ในเวลานั้นน้องชายแดงอายุเพ่อจะได้ 17 ปี), และถามว่าทำไมไม่ส่งเจ้านายไปจากในนี้”

“กรมนครศรี ตีความว่าเขาต้องการให้ฉันไป, และกรมนครชัยศรีเอก็ทรงเห็นว่าถ้าฉันได้ไปยุโรปอีกคราว 1 ก็จะดี. ฉันเองก็เห็นด้วย เพราะในเวลานั้นฉันได้กลับมาจากยุโรปถึง 7 ปีแล้ว, ย่อมจะเรื้ออยู่บ้าง, ความรู้ในการงานในยุโรปบกพร่องไปทุกที, และหาความรู้เติมขึ้นใหม่ไม่ใคร่ทัน, เพราะขาดการฟังด้วยหูดูด้วยตา การงานใด ๆ ที่ได้ดูได้เห็นมาแล้วก็ดูและเข้าใจอย่างเด็ก ๆ และอย่างผู้ที่อยู่่ในที่นั้น, คงไม่ดีเท่าดูด้วยตาและรู้สึกด้วยใจผู้ใหญ่ที่ได้รู้การงานในเมืองของตนเองแล้ว เมื่อได้มีความเห็นตรงกันเช่นนี้แล้ว,”

“กรมนครชัยศรีกับฉันจึ่งพร้อมใจกันมอบให้น้องชายเล็กไปกราบบังคมทูลข้อความตามที่มิสเตอร์ปีลได้พูดกับเธอเอง ที่ได้ตกลงมอบให้เล็กไปทูลเช่นนั้น เปนความคิดของกรมนครชัยศรี, เพราะโดยปรกติมักจะได้เคยทรงทำเช่นนั้นในกิจการอันเนื่องด้วยราชสำนักต่างประเทศ”

“ครั้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2453 กรมนครชัยศรี ได้บอกแก่ฉันว่าตกลงโปรดเกล้าฯ ให้น้องชายเล็กออกไปแทนพระองค์. ฉันได้ฟังข่าวเช่นนี้แล้วก็ได้เก็บเอาไปตรองอยู่ตลอดวัน 1 เพราะยังมิได้รู้ทางเหนือทางใต้เลยว่าเหตุใดทูลกระหม่อมจึ่งได้ทรงเลือกน้องชายเล็ก, และยังแลไม่เห็นเลยว่าเหตุใดน้องชายเล็กจึ่งจะเหมาะกว่าฉัน, เพราะฉันเปนผู้ที่ได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ และได้เปนผู้คุ้นเคยสนิทสนมกับเจ้านายอังกฤษยิ่งกว่าใคร ๆ,”

“ส่วนน้องชายเล็กเปนผู้ที่ได้เคยแสดงวาจาติเตียนอังกฤษอยู่เสมอ ๆ จนใคร ๆ ก็รู้, และอีกประการ 1 เธอมีเมียที่เปนที่น่ารังเกียจแก่เจ้านายชาติยุโรปอยู่ด้วย. ดังนี้จึ่งเข้าใจว่าอย่างไร ๆ ก็คงจะต้องได้มีการดำเนินอุบายลึกลับอะไรกันสักอย่าง 1 ซึ่งฉันยังมิได้ทราบ. ฉันต้องรับสารภาพว่าฉันรู้สึกเสียใจมากในการที่จะไม่ได้ไปยุโรป. เพราะฉันรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ไปในโอกาสนั้นแล้วคงไม่มีโอกาสได้ไปอีก.”

“พะเอินในเวลาค่ำวันที่ 12 นั้นเอง เมื่อฉันเข้าไปเฝ้า, ทูลกระหม่อมได้พระราชทานรูปอักษรพระนามที่ได้ทรงจารึกไว้บนนอร์ดเคป. ในประเทศนอร์เวย์. และมีพระราชดำรัสว่า ถ้าฉันไปยุโรปเห็นจะต้องไปให้ถึงที่จารึกนี้ พระราชดำรัสนี้ทำให้ฉันยิ่งนึกอยากไปยุโรปมากขึ้นอีก, จนตกลงใจว่าต้องลองกราบบังคมทูลเข้าไปสักทีจงได้”

“ครั้นวันที่  13 กันยายน ฉันจึ่งได้มีหนังสือกราบบังคมทูลเข้าไปที่ทูลกระหม่อม, ขอพระราชทานไปยุโรป. สรุปความในหนังสือนั้นว่าตั้งแต่ฉันได้กลับเข้ามาจากยุโรปก็ได้ 7 ปีแล้ว, รู้สึกว่าข้อนข้างจะเรื้อ, ได้พูดจากับกรมนครชัยศรี เห็นพร้อมกันว่าควรจะไป, แต่อาศัยเหตุที่ยังมิได้มีโอกาสอันดี จึ่งยังมิได้กราบบังคมทูล, มาบัดนี้จะมีงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ช, ดูเปนโอกาสที่ดีที่จะไปได้, เพื่อจะได้สำแดงอัธยาศัยไมตรีต่อพระองค์พระเจ้ายอร์ชและเจ้านายอื่น ๆ ณ ยุโรป ซึ่งได้เคยรู้จักมักคุ้นกันมาแล้วแต่ก่อนนั้น,”

“ทั้งจะได้มีโอกาสดูการงานต่าง ๆ ด้วยตาผู้ใหญ่, ซึ่งเชื่อว่าจะเปนประโยชน์ในทางที่จะสนองพระเดชพระคุณในราชการทั่วไปได้ดีขึ้น. อีกประการ 1 ชาวยุโรปกำลังจะเริ่มรู้จักเมืองเราขึ้นมา, แต่ฝ่ายไทยเรายังประกาศโฆษณาเมืองของเราเองไม่พอ. ธรรมดาประเทศต่าง ๆ ต้องอาศัยทูตของตนเปนผู้ทำให้ชนต่างชาติรู้จักและทึ่งในประเทศของตน,”

“แต่ราชทูตไทยไม่สามารถจะประกาศโฆษณาเมืองไทยได้ เพราะไม่เปนคนกว้างขวางเสียเลย, ราชทูตไทยไม่ใคร่จะได้พบปะกับผู้ใดนอกจากข้าราชการบางคน, และก็พบแต่เฉพาะในเมื่อไปพูดจากันด้วยข้อราชการเท่านั้น. เมื่อใช้ทูตทำน่าที่เปนผู้ประกาศเกียรติคุณของเมืองไทยยังไม่ได้แล้ว ก็ควรที่จะต้องส่งผู้ที่สามารถจะทำการเช่นนั้นได้ออกไปจากในกรุง, และฉันเชื่อว่าจะฉลองพระเดชพระคุณในน่าที่เช่นนั้นได้”

“ในเวลากลางคืนวันที่ 13 นั้นเอง ฉันได้รับพระราชหัตถเลขาตอบ มีความว่าเรื่องที่จะเกิดไปยุโรปกันนี้เกี่ยวด้วยเรื่องช่วยงานราชาภิเษก, จึงจำเปนจะต้องไปในต้นปีน่าของฝรั่ง. ข้อซึ่งจะโปรดให้น้องชายแดงไปนั้น เปนเด็กคงจะไม่พอประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายจริง แต่ถ้าจะเปลี่ยนเปนถึงให้ “มกุฏราชกุมาร” ออกไป ทรงพระราชดำริห์เห็นเปนข้อขัดข้อไม่สดวกหลายอย่าง, จะแบ่งเปนข้อ ๆ ตามที่ทรงระบุมาในพระราชหัตถเลขา ดังต่อไปนี้,-

1.ข้อสำคัญนั้นเปนไปเฉพาะช่วยงาน, หาได้เปนการเจริญทรงพระราชไมตรีทั่วไปไม่ ถึงจะไปที่อื่นก็เปนหลายเหตุ, ทรงพระราชดำริห์ว่าไม่จำเปนต้องถึงมกุฏราชกุมาร เพราะเหตุที่ระยะทางไกล, “และพ่อก็เจ็บ ๆ ไข้ ๆ ไม่สู้มั่นคง”

นี่ทำให้ฉันต้องชงักเสียแล้ว, และรู้สึกว่าทูลกระหม่อมท่านรู้สึกพระองค์อยู่ว่าเปน “ไม้ใกล้ฝั่ง” และถ้าหากจะทรงยกเหตุแต่ข้อนี้ข้อเดียว ฉันก็จำเปนต้องงดความคิดที่จะไปอยู่แล้ว.

2.เงินทองเวลานี้บกพร่องมาก ๆ งบประมาณต้องตัดลงร้อยละ 3 ยังจะต้องรับแขกเมือง, ซึ่งจำจะต้องเลิกงานพระศพ

แขกเมืองที่ทรงเตรียมรับเวลานั้นคือเจ้าวิลเฮล์ม รัชทายาทของไกเสอร์วิลเฮล์มที่ 2, ซึ่งกะว่าจะเข้ามาเยี่ยมกรุงสยามราวปลายปีนั้น

3.ซึ่งจะไปแต่เมืองเดียว 2 เมือง, และพลอม ๆ แพลม ๆ ก็ไม่ได้.ทรงพระราชดำริห์ว่าไม่ใช่โอกาสดี. คงจะมีเวลาซึ่งมีโอกาสดีหรือเปนการจำเปนดีกว่าไปช่วยงานนี้.

4.ในงานนี้ได้ทรงรับกับน้องชายเล็กไว้ว่าจะให้ออกไป, “เหตุด้วยเปนผู้ซึ่งไม่ได้เที่ยวมากเหมือนคนอื่น, ได้เห็นการน้อง, น่าที่ซึ่งเขารับราชการอยู่เดี๋ยวนี้ก็เปนน่าที่สำคัญ, ซึ่งควรจะเพิ่มเติมความรอบรู้ให้ทั่วถึง” การจะไปควรจะเป็นยศแต่ในเวลางาน, ที่เปนสำคัญก็ในเมืองอังกฤษและรัสเซีย, นอกนั้นต่อดูอะไรไม่ได้จึ่งค่อยเป็นเจ้า, ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าพลิกแพลงได้ง่ายกว่า, เงินที่ใช้พอจะลดหย่อนให้น้อยลงได้,

“และน้องชายเล็กสัญญาว่า นอกจากเวลาไปราชการจะใช้เงินของตัวเองในการเที่ยวเล่น. “มีข้อที่จะพึงรังเกียจอยู่บางอย่างก็ได้พูดกันเปนที่เข้าใจชัดเจนตั้งแต่เมื่อไปอยู่เพ็ชรบุรีแล้ว” ทรงพระราชดำริห์ว่าเปนการเหมาะสมควรดีแล้ว จึงได้ตรัสตกลงไปแล้ว”

“ข้อที่พึงรังเกียจนั้น” หมายความถึง…., ซึ่งคงทรงเอาสัญญาว่าไม่ให้พาไปเข้าราชสำนักต่างประเทศ ส่วนข้อความอื่น ๆ ในข้อ 4 นั้นฉันรับสารภาพว่าได้ทำให้ฉันรู้สึกไม่สู้พอใจอยู่บ้าง, ดังจะได้อธิบายต่อไปข้างล่างนี้, ฉันเชื่อว่าทูลกระหม่อมก็คงจะได้ทรงรู้สึกอยู่เหมือนกันว่ามีข้อควรฉันจะไม่พอใจอยู่, จึ่งได้มีแถมความมาข้างท้ายพระราชหัตถเลขานั้นว่า.-

“อันที่จริงพ่อไม่เชื่อตัวพ่อเองว่าจะทนทานเท่าใด. หมู่นี้อยู่ข้างทุพลภาพ. โรคภัยก็เบียดเบียฬมาก, ขอให้สบายใจเถิด, ขออย่าให้ต้องว้าเหว่. เวลาที่ดียังมีข้างภายหน้า.”

“ทูลกระหม่อมทรงเขียนถ้อยคำเหล่านี้มาก็ด้วยพระราชประสงค์ที่จะตัดบท ไม่ให้ฉันได้เถียงได้อีกต่อไป, ฉันก็เปนอันตกลงใจในวันนั้นว่าต้องงดความคิดที่จะไปยุโรป. แต่ถึงหากได้ตกลงใจงดเช่นนั้นแล้ว ก็เหลือที่จะห้ามใจมิให้นึกอยู่ 2 ประการ.”

ประการที่ 1 คือนึกเสียดายว่าจะหาโอกาสไปยุโรปได้อีกโดยยาก, เพราะถ้าแม้ว่าจะกราบถวายบังคมลาไปยุโรปแต่สำหรับไปเที่ยวเท่านั้น คงต้องถูกคนติเตียนต่าง ๆ นานา, จึ่งจำเปนอยู่ที่จะมีเหตุยกขึ้นอ้างได้ 2 อย่าง, อย่าง 1 คือมีโรคภัยซึ่งจำจะต้องไปรักษาที่ยุโรป, หรืออีกอย่าง 1 ก็ไปช่วยงานพิเศษ. เหตุอย่างที่ 1 ไม่เปนเหตุที่พึงปรารถนาให้มีขึ้น, เหตุที่ 2 ไม่แน่ว่าจะมีขึ้นอีกเมื่อใดที่จะเปนโอกาสเหมาะ ฉันนึกในใจว่า เมื่อไม่ได้ไปในงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชแล้ว น่าจะต้องระงับความคิดไปยุโรปเสียอีกนาน.

ประการที่ 2 นึกเสียใจ (หรือจะว่าโกรธฉันก็ไม่เถียง) ในการที่น้องชายเล็กได้เอาเปรียบฉันอย่างซึ่ง ๆ หน้าแท้ ๆ . ในเมื่อพูดปรารภกันถึงการส่งผู้แทนไปช่วยงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชนั้น เมื่อน้องชายเล็กอยากไปทำไมจึ่งมิได้พูดขึ้นเสียในเวลาที่ปรึกษาหาฤๅกัน ? ครั้นเมื่อปรึกษาตกลงกันแล้วว่าเห็นควรให้ฉันเปนผู้ไป, และน้องชายเล็กได้รับมอบให้นำความเรื่องราชทูตอังกฤษทักท้วงเรื่องจะส่งน้องชายแดงนั้นไปกราบทูลให้ทูลกระหม่อมทรงทราบ, เธอไพล่ไปฉวยโอกาสกราบทูลขอไปเสียเอง.

“จริงอยู่ได้พูดตกลงกันว่าอย่าให้ไปทูลว่าเห็นควรให้ฉันไป, ทั้งนี้ก็เพราะฉันเองกับกรมนครชัยศรีเห็นว่าจะเปนการ “สอนพระราชา”, ไม่เปนการสมควร, ควรรอให้ทรงหาฤๅก่อนจึ่งค่อยทูลความเห็น อย่างเช่นที่เคยเปนแบบมาแต่ก่อน น้องชายเล็กฉวยโอกาสทูลขอไปเสียเองเช่นนั้น ถ้าหากจะต่อว่ากันขึ้น แกก็คงแก้ตัวไปด้วยโวหารดื้อ ๆ ดัน ๆ ตามแบบของแก, เพราะเปนแบบของแก ปล่อยให้ความปรารถนาของตนเองบังคับใจของแกให้ลงมือทำกิจการอะไร ๆ โดยมาก, แล้วจึ่งตรองหาทางแก้ด้วยโวหารภายหลัง,”

“และอย่างไร ๆ แกก็ไม่ยอมว่าตัวแกผิด, หมดทางที่จะแก้ด้วยโวหารแล้ว ก็เลยโทโษพลุ่มพล่ามลามลุกไปใหญ่, จนใคร ๆ ต้องยอมแพ้แกเพราะขี้คร้านจะทะเลาะ ในการที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบฉันในเรื่องไปยุโรปนั้น ฉันเชื่อว่าแกได้ไปทูลหาฤๅเสด็จแม่แล้ว และทรงสนับสนุนแกด้วยตามเคย เพราะถ้ามิฉนั้นแกจะไปทูลรับกับทูลกระหม่อมได้หรือ ว่าในเวลาเที่ยวเล่นจะใช้เงินของตัวเอง ? เงินของแกนั้นแกได้เปนผู้เก็บเองเมื่อไร, เสด็จแม่ทรงดูแลแทนอยู่ต่างหาก.”

“ฉันรู้สึกเสียใจที่น้องชายเล็กนั้น แต่เล็กจนใหญ่ไม่วายคิดเอาเปรียบฉัน, และนึกน้อยใจที่เห็นตัวฉันอาภัพจริง ๆ ที่เปนลูกแม่ไม่รัก”

“ครั้นเวลาบ่ายวันที่ 14. เมื่อเสร็จกิจธุระของฉันที่ศาลายุทธนาธิการแล้ว, ฉันจึ่งได้พูดกับกรมนครชัยศรีต่อไปถึงเรื่องไปยุโรป ฉันเล่าให้กรมนครชัยศรีฟังว่าได้มีหนังสือกราบบังคมทูลเข้าไปอย่างไร, และได้รับตอบอย่างไร. กรมนครชัยศรีจึ่งได้เล่าขึ้นว่า เมื่อวันเสาร์ก่อนนั้น (ที่ 10 กันยายน) มิสเตอร์ปีลได้เชิญกรมนครชัยศรีไปเสวยที่บ้าน.”

“เขาได้พูดถึงเรื่องน้องชายแดงจะไปในงานราชาภิเษก, เขาเห็นว่าเด็กนัก, แล้วเขาจึ่งถามขึ้นว่า “ทำไมไม่ส่งพระยุพราชออกไป”. กรมนครชัยศรี ตอบปัด ๆ ไว้ว่า บางทีจะไปยาก, เพราะทางนี้บางทีก็มีเวลาที่ต้องเปนประธานในพระนคร. มิสเตอร์ปีลถามว่า พระเจ้าอยู่หัวประชวรมากถึงเพียงนั้นทีเดียวหรือ. กรมนครชัยศรีจึ่งได้ทรงแก้ว่าไม่ใช่เช่นนั้น,”

“แต่ธรรมเนียมไทยกับฝรั่งผิดกัน, คือตามธรรมเนียมไทย ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไม่อยู่ในกรุงเมื่อใดก็ต้องมีใครเปนประธานกำกับราชการอยู่คน 1 ราชทูตอังกฤษได้ถามต่อไปว่า ถ้าจะส่งพระยุพราชไปไม่ได้ ก็จะส่งเจ้านายออกไปจากกรุงเทพฯ สักองค์ 1 ไม่ได้หรือ. เช่นพระองค์ท่านเองเปนต้น. กรมนครชัยศรีตอบว่าพระองค์ท่านเองเสด็จไม่ได้, เพราะมีราชการอยู่มาก, แต่บางทีจะมีเจ้านายองค์อื่นเสด็จไปได้.”

“แล้วกรมนครชัยศรีได้มีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลถึงการสนทนากับราชทูตอังกฤษ, และได้ทรงแสดงความเห็นว่า ควรให้ฉันหรือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอองค์ 1 ออกไป, ก็ได้รับพระราชหัตถเลขาตอบว่า ได้ทรงรับกับน้องชายเล็กไว้แล้วว่าจะให้ออกไป, กรมนครชัยศรีจึ่งได้บอกข่าวให้ฉันทราบเมื่อวันที่ 12. ตามที่กรมนครชัยศรีได้เล่าถึงการสนทนากับราชทูตอังกฤษนั้น ก็พอเปนทางที่จะให้เดาได้อยู่ว่า เขาได้พูดกับน้องชายเล็กอย่างไร”

“ฉันเห็นว่าเปนธรรมดาฝ่ายเขานั้นจะต้องอยากให้ฉันไป. ส่วนการที่ทูลกระหม่อมไม่โปรดให้ฉันไปเพราะเหตุใด้บ้างฉันก็พอเข้าใจได้เหมือนกัน. แต่ฉันอดเคืองไม่ได้ในการที่น้องชายเล็กได้ประพฤติต่อฉันโดยอาการที่เปนลับลมคมใน, ไม่ตรงไปตรงมา. ถ้าเธอได้นำความกราบบังคมทูลตามที่ได้พูดจาตกลงกันไว้นั้นแล้ว, และทูลกระหม่อมได้ทรงวินิจฉัยเองว่าจะให้ฉันไปไม่เหมาะสม และทรงเลือกตัวเธอเองฉนั้น, ก็ควรที่น้องชายเล็กจะบอกแก่ฉันเองจึ่งจะถูก”

“นี่เธอรู้อยู่ดีทีเดียวว่าเธอมิได้ทำการอย่างตรงไปตรงมา, จึ่งได้ปิดไม่บอกความให้ฉันทราบ, ปล่อยให้ฉันได้ทราบทางกรมนครชัยศรี. ถึงแม้กรมนครชัยศรีก็มิได้ทรงทราบว่าทูลกระหม่อมได้ทรงเลือกให้น้องชายเล็ก, จึงได้มีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลเข้าไปดังได้กล่าวแล้วข้างบนนี้. ฉันเชื่อว่ากรมนครชัยศรีก็คงนึกอย่างไร ๆ อยู่ในการที่เล็ก ประพฤติเช่นนั้น”