เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

เร่งพร่องน้ำเขื่อนเจ้าพระยา รองรับ “น้ำเหนือ” ป้องกรุงเทพฯ พายุจ่อเข้า 1-2 ลูก

21 ก.ย. 2565 | 20:02น.
เขื่อนเจ้าพระยา
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด 21 กันยายน 2565 เวลา 20.02 น.

ฤดูฝนปีนี้ผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว โดยประเทศไทยได้เผชิญกับสภาพฝนตกหนักถึงหนักมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่น ร่องมรสุมที่เลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ตลอดจนมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนล่าง ทำให้สถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะส่งผลไปถึงฤดูแล้งหน้านั้น มีปริมาณน้ำ “ดีเป็นพิเศษ” ในรอบหลายปีที่ผ่านมา

โดยเขื่อนหลักสำคัญ 4 แห่งที่จะส่งต่อปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์-แควน้อยบำรุงแดน-ป่าสักชลสิทธิ์ ล่าสุด ณ วันที่ 20 กันยายน 2565 มีปริมาตรน้ำในอ่างรวมกันถึง 15,136 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 61 ของความจุอ่าง นับเป็นปริมาตรน้ำในอ่างที่เกิน “ครึ่งหนึ่ง” ของความจุอ่างเป็นครั้งแรกในรอบปีนี้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฤดูฝนในปีนี้ยังเหลือระยะเวลาที่ฝนจะตกอีก 1-2 เดือน แต่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งมีสภาพใกล้ที่จะล้นเกิน ประกอบกับจังหวัดริมน้ำสายหลักหลายจังหวัดโดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจากทั้งการระบายของเขื่อนและฝนที่ตกหนักในพื้นที่ได้

โดยสถานการณ์น้ำล่าสุดพบว่า ปริมาณน้ำไหลผ่านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,012 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเป็นผลมาจากฝนที่ตกหนักในลุ่มน้ำยมและน่าน มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่ สถานีชุมแสง วัดได้ถึง 1,118 ลบ.ม./วินาที นอกจากนี้ยังมีน้ำไหลลงอ่างเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ รวมกันถึง 10-122 ล้าน ลบ.ม./วันด้วย

ด้วยสถานการณ์น้ำดังกล่าว ทำให้ปริมาณน้ำไหลผ่านใต้เขื่อนเจ้าพระยามาถึงจังหวัดสิงห์บุรี-พระนครศรีอยุธยา อยู่ในระดับ 1,900-2,000 ลบ.ม./วินาที แต่มีการระบายน้ำออกไปทางด้านทิศตะวันตกที่ ต.โผงเผง และ ต.บางบาล ผ่านทางแม่น้ำน้อย เพื่อตัดยอดน้ำ แต่ปริมาณน้ำจำนวนดังกล่าวได้ไหลกลับเข้ามาสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยา บวกกับน้ำที่ระบายออกมาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทำให้ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C29A ที่บางไทร ซึ่งถือเป็นด่านหน้าของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สูงถึงระดับ 2,570 ลบ.ม./วินาทีแล้ว

ส่งผลให้พื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ช่วงจังหวัดสิงห์บุรี-พระนครศรีอยุธยา-ปทุมธานี-นนทบุรี และกรุงเทพฯ ที่อยู่นอกแนวคันกันน้ำประสบภาวะ “น้ำท่วม” จากน้ำล้นตลิ่งและภาวะนี้จะหนักยิ่งขึ้น ทั้งจากปริมาณฝนที่ตกหนักในพื้นที่และการเร่งระบายน้ำของเขื่อนในระดับต่อไปก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์น้ำท่วมต่อจากนี้ไปรุนแรงยิ่งขึ้น

สถานการณ์น้ำ

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวอ้างอิงพยากรณ์ของ กรมอุตุนิยมวิทยา ที่ว่า จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ในช่วงระหว่างวันที่ 18 และ 21-24 กันยายนนี้ พร้อมกับคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำเหนือจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน จะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาก่อนไหลมาสมทบกับแม่น้ำสะแกกรัง และลำน้ำสาขา ลงสู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมการ “พร่องลดระดับน้ำ” เหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรองรับ “น้ำเหนือ”

ดังนั้น กรมชลประทานจึงต้องปรับปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น เป็นอัตรา 1,990 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน เป็นต้นไป เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนตกลงมา และเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลที่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

ส่วนสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 จังหวัดสำคัญ (ระยอง-ชลบุรี-ฉะเชิงเทรา) ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปรากฏปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลัก 3 อ่าง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบางพระ (113 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 97%), หนองปลาไหล (150 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 92%), ประแสร์ (272 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 92% ของความจุอ่าง) ปริมาตรน้ำในอ่างอยู่เหนือระดับ 90% ของความจุอ่าง แสดงให้เห็นถึงปริมาณฝนตกหนักในพื้นที่ ทำให้เกิด “น้ำท่วม”

ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออก ประกอบกับการขยายตัวของเมือง มีการสร้างอาคาร หมู่บ้านจัดสรร ทำให้มีการถมพื้นที่ลุ่มต่ำที่เคยใช้เป็น “แก้มลิง” เพื่อรองรับ ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมในตัวเมืองระยองอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหลายหน่วยงาน ทั้งกรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงต้องวางแผนรับมือน้ำท่วม

โดย นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง กล่าวในการลงพื้นที่ระยองเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า จังหวัดระยองต้องมีการจัดทำแผนแม่บทในการบริหารจัดการแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กระบวนการใช้ระยะเวลา 3-4 ปี แต่เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง มีการถมที่ในบางพื้นที่ ทำให้แผนแม่บทที่วางไว้ไม่สามารถรองรับได้ 100%

อีกทั้งสภาพทางกายภาพที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหม่ในบางจุดเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาปีนี้มีมาก ขณะนี้จึงต้องเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน แต่ระยะยาวจะต้องมีการ “ทบทวน” แผนแม่บทในการบริหารจัดการให้เข้ากับสถานการณ์

ขณะที่ นายประสานต์ พฤกษชาติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง (อบจ.ระยอง) กล่าวว่า ขณะนี้หลายหน่วยงานได้มาหารือกันถึงแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่จะต้องมา “ทบทวน” กันใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากกว่าเดิม โดยเฉพาะบริเวณ “คลองทับมา” ที่เดิมเคยมีปริมาณน้ำไหลผ่านมากที่สุด 70 ลบ.ม./วินาที แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2565 มีปริมาณน้ำไหลผ่านคลองทับมา เพิ่มขึ้นถึง 135 ลบ.ม./วินาที ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งไปทั่ว

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมาทบทวนแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์น้ำท่วมกันใหม่หมด

เตรียม 10 ทุ่งรับน้ำหลาก คาดต้นต.ค. มีพายุเข้า 1- 2 ลูก

วันที่ 21 กันยายน 2565 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านอำนวยการ กอนช. ครั้งที่ 3/2565 พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประชุม

สุรสีห์ กิตติมณฑล
สุรสีห์ กิตติมณฑล

นายสุรสีห์ กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำในช่วงปลายเดือน ก.ย. – ต.ค. 65 พบว่า มีแนวโน้มของปริมาณฝนที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มของร่องมรสุมพาดผ่านพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ส่งผลให้ปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) รายงานว่ามีแนวโน้มของพายุ จำนวน 1-2 ลูก ที่จะเข้ามาทางประเทศไทย โดยคาดว่าจะเข้ามาในช่วงต้นเดือน ต.ค. 65 ซึ่งจะต้องมีการติดตามประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ที่ประชุมในวันนี้จึงได้พิจารณาร่วมกันถึงการกำหนดเกณฑ์บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยจากการติดตามสถานการณ์ในปัจจุบัน พบว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ในขณะที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำในอัตราประมาณ 1,980 ลบ.ม. ต่อวินาที

ทั้งนี้ กรณีหากมีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา 2,500 ลบ.ม. ต่อวินาที จะบริหารจัดการน้ำลงมายังท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และระบายออกทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของเขื่อนเจ้าพระยา โดยพิจารณาปริมาณน้ำจากลุ่มน้ำป่าสักที่จะไหลเข้ามาสมทบด้วย

เบื้องต้นกำหนดให้มีปริมาณน้ำ ณ สถานี อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา 3,000 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งปรับลดลงจากเกณฑ์เดิมซึ่งอยู่ในอัตรา 3,500 ลบ.ม. ต่อวินาที เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงกรณีมีฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ให้ลำน้ำเจ้าพระยามีศักยภาพในการระบายน้ำได้ดี สามารถรองรับการระบายน้ำออกจากชุมชนเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“นอกจากนี้ จะมีการบริหารจัดการน้ำโดยใช้ทุ่งรับน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 10 ทุ่ง ซึ่งก่อนการผันน้ำเข้าทุ่ง จะมีการดำเนินการกระบวนการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ โดยมีกรมชลประทานสนับสนุนข้อมูลให้ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคกลาง จ.ชัยนาทในการพิจารณาการผันน้ำเข้าทุ่ง และทางจังหวัดจะเป็นผู้ประกาศเกณฑ์การรับน้ำเข้าทุ่งให้ประชาชนได้รับทราบล่วงหน้า”

ทั้งนี้ ปัจจุบันทุ่งรับน้ำดำเนินการเก็บเกี่ยวไปแล้วกว่า 90% โดยการเก็บเกี่ยวจะสิ้นสุดประมาณช่วงปลายเดือน ก.ย. นี้ และจะมีการรับน้ำเข้าทุ่งในปริมาณที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือสร้างความเสียหายแก่ประชาชน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำเหนือ เขื่อนเจ้าพระยา