ชี้ช่องคนรวยจัดพอร์ตปี’61 กระจายหุ้นโลกลดเสี่ยง FX
เคแบงก์ จัดพอร์ตปีนี้ให้กลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนัก โดยแนะพอร์ตหลักลงทุนทั่วโลกเน้นกระจายเสี่ยง และหาผลตอบแทนเพิ่มในหุ้นยุโรป ไทย-กลุ่มอีเมอร์จิ้งมาร์เก็ต ลดน้ำหนักลงทุนหุ้นสหรัฐ พร้อมให้ทำป้องกันเสี่ยงค่าเงิน “มาร์ค โมเบียส” ส่องเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 5% ส่งซิกหุ้นไทย 3 กลุ่มเด่น “แบงก์-สินค้าอุปโภคบริโภค-ท่องเที่ยว”
นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจไพรเวตแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย (เคแบงก์) กล่าวว่า ปี 2561 ธนาคารแนะนำการลงทุนสำหรับลูกค้าไพรเวตแบงก์ที่มีสินทรัพย์มูลค่า 50 ล้านบาทขึ้นไป โดยการจัดพอร์ตสัดส่วน 50-60% ของพอร์ตรวม ควรจะกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างสมดุล (global balance) ตามระดับความเสี่ยงที่ลูกค้ารับได้ เช่น กองทุนเปิดเค โกลบอล ริสก์-เอ็นแฮนซท์ แอลโลเคชั่น (K-GREAT) กองทุนเปิดเค สตราทีจิค โกลบอล มัลติ-แอสเซ็ท (K-SGM) ฯลฯ
“เราแนะนำจัดพอร์ตลงทุนเป็น 2 ส่วน คือ พอร์ตส่วนหลักราว 50-60% กระจายการลงทุนทั่วโลกผ่านกลยุทธ์การบริหารจัดการกระจายความเสี่ยง ซึ่งจะมีความเสี่ยงที่ต่ำ ส่วนพอร์ตรองอีก 40-50% ที่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้ลูกค้า ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามประเภทการลงทุน ตอนนี้เราจะแนะนำกองทุน K-SEMQ (กองทุนเปิดเค ซีเล็คทีฟ อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ หุ้นทุน) ให้มี 4-5% ของพอร์ต” นายจิรวัฒน์กล่าว
ทั้งนี้ การจัดพอร์ตรองจะช่วยเพิ่มผลตอบแทน คือ หากถือหุ้นในสหรัฐ ก็แนะนำให้ลดการลงทุนเพราะราคาปรับขึ้นสูงแล้ว และหันมาลงทุนในกลุ่มประเทศยุโรปที่มีหลายอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ค่าเงินยูโรก็ปรับแข็งค่าขึ้น นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (emerging market) รวมถึงไทยที่ได้รับผลดีจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ส่วนด้านการลงทุนในตราสารการเงิน (fix income) ในเอเชีย มองว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อยู่
“ปีนี้เรามองว่าหุ้นโลกจะไปได้ต่อ เพราะปีก่อน เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว กระจายมาถึงญี่ปุ่น เอเชีย และทั่วโลกผ่านการค้า เพียงแต่ตลาดหุ้นสหรัฐราคาขึ้นไปแล้ว ต่างจากยุโรป และอีเมอร์จิ้งมาร์เก็ต ที่ยังไม่ขึ้นสูง ดังนั้นเราแนะนำลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ตาม การลงทุนกองทุนต่างประเทศควรลงทุนในกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX)” นายจิรวัฒน์กล่าว
ด้านนายมาร์ค โมเบียส ประธานกรรมการบริหาร เทมเพิลตัน อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ กรุ๊ป สิงคโปร์ กล่าวว่า อีเมอร์จิ้งมาร์เก็ต เช่น จีน บราซิล แอฟริกาใต้ ไทย เวียดนาม อินเดีย มีโอกาสที่จะเติบโตอีกมาก ส่วนหนึ่งเพราะราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีเสถียรภาพและอยู่ในขาขึ้น จึงแนะนำลูกค้าให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนขึ้น โดยเน้นลงทุนระยะยาว
สำหรับประเทศไทย ส่วนตัวมองว่ามีจุดแข็งในด้านเสถียรภาพทางการเมือง และทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจคาดว่าจีดีพีปีนี้น่าจะขยายตัว 5-6% หากมีการใช้จ่ายภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานของไทย เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟรางคู่ ส่วนหุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มดี คือ ธนาคาร สินค้าอุปโภคบริโภค และการท่องเที่ยว
ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาปีนี้ คือ ทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลก ซึ่งอาจทำให้บริษัทเอกชนที่กู้ยืมเงิน มีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีที่มีสัดส่วนกว่า 26-27% ในตลาดหลักทรัพย์ทุกประเทศ